s1 s2 s3 s4 s5

ประวัติความเป็นมาหอจดหมายเหตุ

สืบค้นเอกสารหอจดหมายเหตุ

ห้องหนังสือ


แนะนำหนังสือ

Photo Gallery

แพทย์คนแรกประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ พระยาอัศวินอำนวยเวท

ประวัติโดยย่อของ
 พระยาอัศวินอำนวยเวท
(นายแพทย์ อัลฟองซ์ ปัวซ์)
 
นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 (พ.ศ.2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 คุณหมอได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศส
 
ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาเหล่าเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป ชื่อของคุณหมอปรากฏในบันทึกของพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต   ความว่า
 
“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.... สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา....วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยา ท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับ อยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที...

Read more...

เปิดตำนานห้างหรู ณ บางกอก

 
ย้อนกลับไปเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยาม ณ เวลานั้น มีห้างขายของหรูหราที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ห้างแบดแมน ห้างเอส.เอ.บี. ห้างบี.กริมแอนโก ห้าง F.Grahlert & Co., Jewellers. ห้างสิทธิภัณฑ์ ห้างยอนแซมสัน
 
ปัจจุบันในไทยเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าหรูหรามากมาย มีสินค้าให้เลือกจับจ่ายได้ทั้งของไทยและของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพรพรรณ น้ำหอม เครื่องใช้ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์หรูหรามากมาย ที่สามารถหาซื้อของทั้งหมดที่กล่าวมานั้นได้ภายในห้างเดียว แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยาม ณ เวลานั้นจะมีห้างขายของหรูหราที่นำเข้ามาจากต่างประเทศหรือไม่ ถ้ามี มีห้างอะไรบ้าง แล้วห้างไหนขายอะไรบ้าง วันนี้ Sense & Scene ขอเป็นนักสืบประวัติศาสตร์มือสมัครเล่น ไปคอยสืบเสาะหาภาพ ที่ตั้งและประวัติของห้างหรูหราในยุคนั้นมาบอกกล่าวเล่าเรื่องแบบง่ายๆ ให้ท่านได้เพลิดเพลินนึกย้อนอดีตผ่านกาลเวลาไปกับพวกเรา
 
มาเริ่มย้อนอดีตผ่านเวลากันที่ห้างกลุ่มแรก ห้างขายสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประเภทสินค้าหรูหรา มียี่ห้อ ณ เวลานั้นคือ ห้างแบดแมน, เอส.เอ.บี. และ บี.กริมแอนโก สินค้าของทั้งสามห้างนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้ามาจากต่างประเทศ และเป็นสินค้าที่มีราคาแพงด้วยกันทั้งสิ้น
 
ห้างแบดแมน
มีชื่อเต็มๆ ว่า ห้างแบดแมน แอนด์กำปะนี (Harry A. Badman and Go.,) สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) นับว่าเป็นห้างฝรั่งรุ่นแรกๆ ของไทย เดิมที “ห้างแบดแมน” ตั้งอยู่ที่หัวมุมกระทรวงมหาดไทย ถนนบำรุงเมือง ก่อนจะย้ายมาตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา หัวถนนราชดำเนินกลาง
 

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

 
มิสซังสยามในอดีต
 
อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
 
..... คุณพ่อสุรชัย  ชุ่มศรีพันธุ์
 
คำนำ
 
          บทความนี้เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับมิสซังสยามในอดีต และอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ  ใน   ปัจจุบัน   ซึ่งเราคริสตชนจะทำการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ  25  ปีของการได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ  ในวันที่  18  ธันวาคม  ค.ศ. 1990  ผมมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้อ่านได้รู้จักกับสภาพของมิสซังสยามมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากความรู้ภาษาไทยด้านการเขียนของผมไม่ดีพอ จึงมีหลายคำที่ผมใช้เป็นภาษาฝรั่ง ทั้งนี้ก็เพราะผมเองก็ไม่ทราบว่าจะใช้คำใดในภาษาไทยจึงจะถูกต้อง  เกรงว่าหากแปลออกมาแล้วจะผิดความหมายได้  อีกทั้งผมก็ยังไม่มีโอกาสดีพอที่จะปรึกษาผู้รู้ก่อนที่จะลงมือเขียน  จึงขออภัยมา  ณ  ที่นี้ด้วย
 
มิสซังสยามในอดีต
 
         H.E. SMITH  ในหนังสือ “HISTORICAL AND CULTURAL DICTIONARY  OF  THAILAND”  กล่าวไว้ว่า  ชื่อ “สยาม”  (SIAM)  ถูกใช้ครั้งแรกโดย  SIR  JAMES  LANCASTER  ในปี  ค.ศ. 1952   อาจารย์รงค์  สยามนันท์  อาจารย์ประวัติศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ยืนยันเช่นเดียวกัน  ความจริง ชื่อ  “สยาม”  ต้องถูกใช้มาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน จากการตรวจสอบเอกสารและการศึกษาประวัติศาสตร์พระศาสนจักรในประเทศไทย เราจะพบว่า นักบุญฟรังซิสเซเวียร์  ได้เอ่ยถึงและใช้ชื่อ  “สยาม” ในจดหมายของท่านที่ส่งมาให้เพื่อนของท่านที่  MALACCA ถึง  4  ฉบับ  ในปี ค.ศ. 1552  นอกจากนี้  อาจารย์บุญยก  ตามไท  ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจในวารสารศิลปวัฒนธรรม  ปีที่  5  ฉบับที่  9  ไว้ดังนี้
 
          “มีเกร็ดประวัติศาสตร์บันทึกโดยฝรั่งเศสว่าเมื่อ  พ.ศ. 2087  (1544)  ANTONIO  DE  PAIVA  ชาวโปรตุเกส  ได้เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาธิราช  และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าและสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนากับพระองค์ จนเลื่อมใส และพระองค์ทรงประกอบพิธี  BAPTISE ได้รับพระราชทินนามเป็นภาษาโปรตุเกสว่าDOM  JOAOซึ่งนับเป็นเหตุการณ์พิเศษอย่างยิ่ง”
 
        เท่าที่ผมพยายามค้นหาเอกสารที่บันทึกโดยฝรั่งเศสตามที่อาจารย์บุญยก ตามไท  ได้กล่าวไว้นี้  ก็ได้พบเอกสารที่รวบรวมอยู่ในหนังสือ  DOCUMENTA  INDICA  I  และ  II  และถูกนำมาอ้างอิงโดย  JOSE  MARIA  RECONDO  S.J.  และ  G. SCHURHAMMER, S.J. พระสงฆ์นักประวัติศาสตร์คณะเยซูอิต  ชาวสเปน  และเยอรมัน  ตามลำดับเอกสารเหล่านี้ได้เอ่ยถึงชื่อ  “สยาม”  ไว้อย่างชัดเจน  ดังนั้นชื่อประเทศ  “สยาม”  ต้องถูกใช้มาแล้วตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1544  ผมยังเชื่อว่าคำว่า  “สยาม”  ต้องถูกใช้มาก่อนหน้านี้ด้วย  SIMON  DE  LA  LOUBERE  ทูตพิเศษของกษัตริย์ฝรั่งเศสปี  ค.ศ. 1687  และ ค.ศ. 1688  ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจมากไว้ดังนี้ว่า ชื่อสยามไม่ได้เป็นที่รู้จักของชาวสยามเป็นคำๆ หนึ่งที่พวกโปรตุเกสใน INDIES  ใช้เป็นการยากที่จะสืบพบต้นกำเนิดของคำๆ นี้  เราอาจกล่าวได้ว่าชื่อสยาม  ถูกใช้มาตั้งแต่พวกโปรตุเกสได้เข้ามาถึงหมู่เกาะ INDIES  ในปี  ค.ศ. 1511

Read more...

หนังสือเก่า