s1 s2 s3 s4 s5

ขอเชิญร่วมงานเปิดปีฉลอง 350 ปี มิสซังสยาม

 

 

ประวัติความเป็นมาหอจดหมายเหตุ

สืบค้นเอกสารหอจดหมายเหตุ

ห้องหนังสือ


พระราชพิธีแรกนาขวัญ

การฟื้นฟูขนบประเพณีสมัยโบราณขึ้นมา ประกอบพระราชพิธีขึ้นใหม่อีกครั้งในยุคนี้ ได้นำความชื่นชมโสมนัสมาสู่ประชาชนชาวไทยอย่างมากมายเพียงใด ก็ย่อมเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้ว เพราะสิ่งใดที่เป็นขนบธรรมเนียมเก่าแก่แต่ครั้งบรรพบุรุษ สิ่งนั้นชาวไทยก็ย่อมปรารถนาที่จะให้ยั่งยืนอยู่ ได้กระทำสืบเนื่องกันมาเพื่อให้ประเพณีโบราณนั้นไม่เสื่อมสลายไปกับวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่แทรกแซงเข้ามา และทำท่าว่าจะลบเลือนแบบแผนอันแสนดีของไทยเรา
 
จากการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้เสด็จทอดพระกฐินโดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ราษฎรที่เฝ้าชมพระบารมีอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก็แสดงความยินดีปรีดาอย่างทั่วหน้า เพราะการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค โดยเรือสุพรรณหงส์นี้ได้ว่างเว้นมาเกือบสามสิบปีแล้ว แม้แต่ชาวต่างชาติก็แสดงความสนใจประเพณีที่งดงามไปด้วยศิลปะของไทยแท้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ
 
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ นี้ ก็ได้มีการประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญขึ้นอีกวาระหนึ่ง ซึ่งพระราชพิธีนี้ก็ได้เว้นมาเป็นเวลานับสิบปีแล้วเช่นเดียวกัน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้แรกนาขวัญ
 
พระราชพิธีนี้มีชื่อเป็นสองชื่อควบคู่กัน คือ พระราชพิธีมงคลและจรดพระนังคัล การที่มีชื่อเรียกรวมกันเช่นนั้น ก็เป็นเพราะการแบ่งเป็นวันสวดมนต์เป็นวันพืชมงคล ทำขวัญพืชต่างๆ อันมีข้าวเปลือก เป็นต้น แต่จรดพระนังคัล หรือแรกนาขวัญนั้นเป็นพิธีในตอนเช้า คือ ลงมือไถ

Read more...

สถิติประจำปี 2017/2560

 

สิถิติประจำปีอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันนี้ในอดีต

 วันนี้ในอดีต/เดือนพฤษภาคม


15 พฤษภาคม พ.ศ.2533 : โครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลได้รับการอนุมัติงบประมาณ
รัฐบาล พ.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ อนุมัติงบประมาณโครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ที่ อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดย สำนักงานพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เริ่มศึกษาตั้งแต่ปี 2510 จากนั้นในปี 2522 กฟผ. รับโอนโครงการนี้มาดำเนินการต่อ ได้ศึกษาและสำรวจเพิ่มเติม สำเร็จในปี 2528 พบว่าประโยชน์ที่ได้คุ้มค้าแม้จะต้องโยกย้ายราษฎร 284 ครัวเรือน กฟผ. เริ่มก่อสร้างในปี 2534 และเสร็จสิ้นในปี 2537 วงเงินเริ่มต้นที่ขอกู้ยืมจากธนาคารโลก 3,880 ล้านบาท แต่ภายหลังเพิ่มเป็น 6,600 ล้านบาท (โดยยังไม่รวมต้นทุนผลกระทบทางสังคมอีกมหาศาล) ข้อมูลของ กฟผ. บอกว่า เขื่อนปากมูลมีลักษณะเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สร้างกั้นแม่น้ำมูลที่ อ. โขงเจียม สันเขื่อนสูง 17 ม. ยาว 300 ม. กว้าง 6 ม. มีช่องทางระบายน้ำ 8 ช่อง ระบายน้ำ สูงสุด 18,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีเครื่องผลิตไฟฟ้า 4 เครื่อง รวมกำลังผลิต 136,000 กิโลวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ยปีละ 280 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง มีประโยชน์ด้านชลประธาน 160,000 ไร่ แต่ในระหว่างการก่อสร้างได้มีการชุมนุมประท้วงจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย จากการเรียกร้องตลอด 3 ปี ในที่สุดชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงได้รับเงินชดเชยครอบครัวละ 90,000 บาท จำนวน 3,195 ครอบครัว การศึกษาคณะกรรมการเขื่อนโลกระบุว่า ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมเขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 ล้านหน่วย หากเทียบเป็นกำลังการผลิตติดตั้งแล้วเท่ากับไม่เกิน 40 เมกกะวัตต์จากกำลังการผลิตสูงสุด 136 เมกกะวัตต์ (สามารถเดินเครื่องได้เกิน 40 เมกกะวัตต์ได้ แต่จะเดินเครื่องได้ไม่ถึงวันละ 4 ชั่วโมง) และเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นมากๆ ก็ต้องหยุดเดินเครื่อง เนื่องจากระดับน้ำแตกต่างกันน้อยจนไม่สามารถหมุนกังหันได้ ส่วนประโยชน์ทางด้านชลประทานปัจจุบันก็ยังไม่มีโครงการโดยตรงในการใช้ประโยชน์ในทางชลประทานส่วนพันธุ์ปลาที่เคยมีก่อนสร้างเขื่อนประมาณ 240 แต่หลังจากสร้างเขื่อนเหลือพันธุ์ปลาเพียง 96 ชนิดและมีปลาถึง 56 ชนิดที่ปรากฏว่าไม่สามารถจับได้อีกเลย ขณะที่บันไดปลาโจนซึ่งสูงถึง 15 เมตรก็ไม่ได้ช่วยให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่ลุ่มน้ำชีและมูลได้ ชาวบ้านแต่เดิมที่มีอาชีพประมงเป็นหลักต่างได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ ทุกวันนี้ชาวบ้านเขื่อนปากมูลยังคงปักหลักต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเขื่อน และเร่งแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนแต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนให้ความจริงใจในการแก้ปัญหา


15 พฤษภาคม พ.ศ.2524 : พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม จ. อุบลราชธานี
ศรีศักร วัลลิโภดม และ พรชัย สุจิตต์ แห่งภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่าได้ค้นพบ ภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ ขนาดยาวประมาณ 200 เมตร ที่หน้าผาริมแม่น้ำโขง อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี ต่อมาได้มีการสำรวจศึกษาเพิ่มเติมพบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปีกว่า 300 ภาพ นับเป็นกลุ่มภาพเขียนสีโบราณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ลักษณะของภาพแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพฝ่ามือ ภาพสัตว์ ภาพคน ภาพวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ และภาพรูปทรงเรขาคณิต ในอดีตชาวบ้านเชื่อว่าผาแต้มเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม เป็นแหล่งอาศัยของภูตผีปีศาจ เรียกว่า "ภูผาแห่งความตาย” หลังจากคณะของ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม มาสำรวจพบก็ได้มีผู้คนเดินทางมาศึกษาและเที่ยวชมมากขึ้น ในปีเดียวกันนั้นทางราชการจึงประกาศให้ผาแต้มและป่าภูโหล่นรวมถึงพื้นที่โดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ และขึ้นทะเบียนผาแต้มเป็นโบราณสถานในปี 2525 แต่เนื่องจากบริเวณผาแต้มอยู่ห่างจาก อช. แก่งตะนะ อีกทั้งมีพื้นที่กว้างใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงแยกผาแต้มและพื้นที่โดยรอบ จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 มีเนื้อที่ประมาณ 12,500 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของประเทศ


 15 พฤษภาคม พ.ศ.2394 : รัชกาลที่ 4 เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 ในราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์ภายหลังจากที่รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคตคือวันที่ 2 เมษายน 2394 ข้าราชกาลชั้นผู้ใหญ่ก็ได้ไปทูลเชิญ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระนามเดิมของรัชกาลที่ 4) ที่ทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ก่อนจะมีพิธีบรมราชาภิเษกในเดือนพฤษภาคมต่อมา รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทรงแก้ไขธรรมเนียมข้าราชการเข้าเฝ้าให้สวมเสื้อเช่นประเทศตะวันตก ทรงทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการต่างประเทศกับชาติตะวันตก (สนธิสัญญาเบาว์ริง) ทรงนำสยามรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก ทรงสนพระทัยเรียนรู้ภาษาตะวันตกและวิชาการของตะวันตก เช่น วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ จนทรงสามารถทำนายการเกิดสุริยุปราคาที่ ต.หว้ากอ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ได้อย่างแม่ยำ จนได้รับการขนานพระนามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นเวลา 18 ปี จึงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411

หนังสือเก่า