s1 s2 s3 s4 s5

ประวัติความเป็นมาหอจดหมายเหตุ

สืบค้นเอกสารหอจดหมายเหตุ

ห้องหนังสือ


แนะนำหนังสือ

สุดยอดวรรณกรรมรัชกาลที่ ๕ ขึ้นแท่นมรดกโลกแห่งความทรงจำ “ฉบับแรก” “ฉบับสุดท้าย” “ฉบับโคมลอย”


พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๕ ทรงฉาย ณ สตูดิโอเมือง
บาดฮอมบวร์ก เยอรมนี ค.ศ. ๑๙๐๗ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
ที่ทรงพระอักษรมากที่สุดในโลกในทุกแง่มุมของพระราชกรณียกิจ
และการปกครองสยามประเทศแม้จวนจะเสด็จสวรรคต
ก็ยังทรงกังวล
เกี่ยวกับศาลาไทยที่เมืองบาดฮอมบวร์ก (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่า
ผู้เขียนซื้อมาจากร้านขายโบราณวัตถุที่เมืองบาดฮอมบวร์ก
เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๘ 

ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ผลงานทางวรรณกรรมกว่า ๕๐,๐๐๐ ชิ้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ พระบรมราโชบาย พระราชสาส์น จดหมายเหตุ และบทพระราชนิพนธ์จำนวนนับไม่ถ้วนส่งผลให้ยูเนสโกตัดสินใจขึ้นอันดับวรรณกรรมทั้งหมดเป็นมรดกแห่งความทรงจำชั้นยอดของโลก อันเป็นแบบฉบับของมนุษย์ผู้หนึ่งจะสามารถทำได้มากที่สุดในช่วงชีวิตคนๆหนึ่ง หากมองตามกระแสก็จะเข้าใจว่าเป็นความสามารถพิเศษของพระองค์ แต่ในเชิงลึกแล้ว เรายังพบพระวิสัยทัศน์ พระวิจารณญาณ และพระอุปลิกลักษณะพิเศษหรือไหวพริบในการจูงใจคนที่เกิดจากความเอาใจใส่โดยมิได้คาดหวังว่าวันหนึ่งจะเป็นที่ร่ำลือไปทั่วทั้งโลก
 
มรดกจากบรรพบุรุษชิ้นหนึ่งที่ตกทอดมาถึงมือผู้เขียนมิได้เป็นโฉนดที่ดิน หรือทรัพย์สินเงินทองที่ท่านให้ด้วยความพิศวาส แต่เป็นเอกสารชิ้นเล็กๆ ที่คุณทวด (พระพิเชตสรรพานิช-อาลี อาหมัด นานา) ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกทีหนึ่ง ในฐานะข้าราชบริพารประจำกรมพระคลังสินค้า (กรมท่าขวา) ซึ่งท่านทำงานอยู่ ณ กรมนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ในช่วงรัชกาลที่ ๔ ทั้งยังได้เคยรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ ๕ ตามเสด็จประพาสอินเดีย พ.ศ. ๒๔๑๔ ในฐานะล่าม
 
โดยในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติใหม่ต้นรัชกาลที่ ๕ แนะนำธรรมเนียมแบบฝรั่งสำหรับการเข้าเฝ้าที่ให้เลิกประเพณีหมอบคลานอย่างเก่านั้นก็ถูกตราขึ้นเป็นพระราชกำหนดฉบับกระเป๋าเล่มเล็กๆ ใช้พกติดตัวได้ นำออกแจกจ่ายให้ข้าราชบริพารประจำกรมกองต่างๆ เพื่อจะได้เข้าใจและประพฤติปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน
 
คู่มือเล่มจิ๋วนี้อาจไม่ใช่ของมีค่าเท่าไรในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ แต่ในอีก ๑๔๑ ต่อมาจะกลายเป็นมรดกโลกแห่งความทรงจำที่องค์การยูเนสโกลงความเห็นว่าช่างเป็นความคิดที่ไม่ธรรมดาเลย
 
ความคิดที่ไม่ธรรมดานี้ดำเนินต่อไปจนตลอดรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๕๓) ทยอยออกมาเป็นพระราชบัญญัติพระบรมพระราชวินิจฉัย พระบรมราชโองการ และจดหมายเหตุจำนวนมหาศาลมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ชิ้น ในรูปแบบพระราชนิพนธ์ และบทวรรณกรรมทั้งอย่างเป็นทางการและส่วนพระองค์พอกพูนขึ้นเป็นภูเขาแห่งความรู้ที่เกิดจากแนวคิดและอุดมการณ์ของผู้นำหัวก้าวหน้าผู้เชี่ยวชาญในงานบริหารหลายด้าน
 
ทว่าอัตลักษณ์พิเศษที่ยูเนสโกยังเข้าไม่ถึงอาจเป็นนัยยะที่แฝงทัศนคติในการมองโลกและสุนทรียภาพทางอารมณ์ที่เกิดจากสติปัญญาและประสบการณ์ในการครองราชย์อันยาวนานถึง ๔๒ ปี ทำให้เกิดแนวพระราชนิพนธ์หลากหลายสาขาผ่านพระปรีชาญาณทางด้านอักษรศาสตร์ สะท้อนถึงความรู้สึกที่ค่อนข้างเปิดเผยและเข้าถึงจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาในรัชกาลก่อนหน้านั้น

Read more...

บ้านเณรบางช้างหรือบ้านเณรบางนกแขวก

ในสมัยพระสังฆราชดือปองด์
พระสังฆราชปัลเลอกัวได้ถึงแก่มรณภาพ  เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1862 อายุ 58 ปี อยู่ในตำแหน่งพระสังฆราช 24 ปี คุณพ่อดือปองด์ได้รับหน้าที่ดูแลมิสซังต่อมา จนกระทั่งได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราช เมื่อวันที่  9 กันยายน ค.ศ.1865 ท่านได้ขยายงานของมิสซังออกไปอย่างกว้างขวางมาก อาศัยพระสังฆราชปัลเลอกัวได้วางรากฐานไว้อย่างดีมาก ในทำนองเดียวกัน ท่านก็พยายามขยับขยายบ้านเณรด้วย แต่บริเวณของบ้านเณรนั้นคับแคบมาก ไม่สามารถขยายออกไปได้อีก เนื่องด้วยบ้านเณรนี้ตั้งขึ้นในสมัยพระสังฆราชการ์โนลต์ ปี ค.ศ.1802 และในปี ค.ศ.1820  พระสังฆราชฟลอรังส์ ได้สร้างวัดอัสสัมชัญขึ้นเป็นหลังแรก สำหรับสัตบุรุษชาวจีนที่ทำสวนอยู่ข้างๆ บ้านเณร มาในปี ค.ศ.1865  จำนวนสัตบุรุษเพิ่มขึ้นมากแล้ว พระสังฆราชดือปองด์ได้ตั้งคุณพ่อสมิธเป็นเจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญเป็นองค์แรก 
 
แต่เดิมมาพระสงฆ์ที่ปกครองเณรและอุปสังฆราช  ช่วยดูแลสัตบุรุษด้วย เพราะมีคริสตังไม่กี่ครอบครัว แต่บัดนี้จำนวนคริสตังเพิ่มขึ้น จึงต้องขยับขยายบ้านเณรไปอยู่ที่อื่น
 
บรรดาพระสงฆ์จึงออกความคิดเห็น แนะนำให้ย้ายบ้านเณรไปอยู่ที่บางช้าง บางนกแขวก เพราะที่ดินกว้างขวาง เป็นที่สงบและอาหารข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ คุณพ่อราบาแดล เจ้าวัดบางนกแขวกได้รับธุระสถานที่ และช่วยจัดสร้างบ้านเณรให้ เมื่อปี ค.ศ.1871 และในปี ค.ศ.1872 พระสังฆราชดือปองด์  ได้สั่งให้ย้ายเณรไปอยู่ที่บ้านเณรใหม่ ที่บางช้าง ตรงข้ามกับวัดบางนกแขวก 

Read more...

จดหมายภาษาฝรั่งเศส ของ ท้าวทองกีบม้า ในแผ่นดินพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) แห่งอยุธยา

ชื่อเสียงของท้าวทองกีบม้า หรือ นางมารี กีมาร์ เดอ ปิน่า เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้คิดค้นสูตรตำรับคาวหวานอันเลื่องชื่อ เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด และขนมในตระกูลฝรั่งต่างๆ อันที่จริงแล้วไม่มีผู้ใดหรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่านางเป็นผู้คิดประดิษฐ์สูตรขนมขึ้น เพียงแต่ “เล่ากัน” ว่านางเป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น ที่น่าจะได้ใช้เวลาที่ลพบุรีและบางกอกในการคิดค้นอาหารคาวหวานเพื่อรับรองแขกบ้านแขกเมืองคำเล่าลือนี้ต่อมากลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเชื่อถือกัน และดูจะกลายเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ในที่สุด

Read more...

History

ประวัติสมเด็จพระสันตะปาปาในพระศาสนจักรคาทอลิก

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส 

หนังสือเก่า

 
 
GRAMMATICAL NOTICES OF THE
Siamese Languages;

Research and Study

ต้นกำเนิด...เกิดตำนานสิ่งแรกในอดีต

โรงเรียนราษฎร์แห่งแรก   

History of the Church

ประวัติวัดในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 


ฉลองวัดศีลมหาสนิท ตลิ่งชัน

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน เวลา 10.00 น.

 
ฉลองวัดเซนต์แอนโทนี แปดริ้ว
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน เวลา 10.30 น.


ฉลองวัดเซนต์ร็อค ท่าไข่
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม เวลา 10.30 น.