วันนี้ในอดีต/เดือนกรกฎาคม

1 กรกฎาคม พ.ศ.2454 : รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศตั้งกองลูกเสือ

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศตั้งกองลูกเสือ โดยมีพระราชประสงค์จะฝึกฝนเด็กชายให้มีความรู้ทางเสือป่า เพื่อจะได้รู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองเมื่อเติบโตขึ้น ลูกเสือกองแรกจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ประเทศไทยจัดตั้งกองลูกเสือเป็นลำดับที่ 3 ในโลก หลังจาก อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา 


1 กรกฎาคม พ.ศ.2494 : กรมรถไฟหลวง เปลี่ยนฐานะมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้ชื่อว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเห็นสมควรจัดตั้งกิจการรถไฟเป็นเอกเทศ จึงได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ต่อรัฐสภา และได้มีพระบรมราชโองการให้ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นไว้ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2494 กรมรถไฟหลวง จึงเปลี่ยนฐานะมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ประเภทสาธารณูปการภายใต้ชื่อว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" (รฟท.) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2494 เป็นต้นมา โดยมี พลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยคนแรก


 1 กรกฎาคม พ.ศ.2377 : หมอบรัดเลย์มิชชันนารีชาวอเมริกันออกเดินทางจากสหรัฐอเมริกา มุ่งสู่แผ่นดินสยาม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2377 หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้มีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อแผ่นดินสยาม ออกเดินทางจากบอสตัน สหรัฐอเมริกา พร้อมกับคณะมิชชันนารี A.B.C.F.M. (American Board of Commissioners of Foreign Missions) มุ่งหน้าสู่สยาม โดยเรือ "แคชเมียร์" (Cashmere) ใช้เวลารอนแรมในทะเลเป็นเวลา 6 เดือน ก็มาถึงประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 12 มกราคม 2378 และแวะพักอยู่ที่สิงค์โปร์อีก 6 เดือน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่สยามในวันที่ 18 กรกฎาคม 2378 เป็นวันเกิดปีที่ 31 ปีพอดี


 1 กรกฎาคม พ.ศ.2109 : นอสตราดามุส นักพยากรณ์ชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับการขนานนามให้เป็น ราชาโหรโลก เสียชีวิต

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2109 นอสตราดามุส (Nostradamus) แพทย์และนักพยากรณ์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับการขนานนามให้เป็น "ราชาโหรโลก” เสียชีวิต เดิมชื่อว่า มิเชล เดอ นอสเตรอดัม (Michel de Nostredame) เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว เกิดวันที่ 14 ธันวาคม 2046 ที่เมืองแซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ (Saint-Remy-de-Provence) ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวพ่อค้าชาวยิว จึงได้รับการศึกษาอย่างดี มีความรอบรู้ในแขนงต่างๆ ทั้งวรรณคดี ประวัติศาสตร์ การแพทย์ สมุนไพร ฯลฯ นอสตราดามุสจบการศึกษาด้านการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยมงต์เปลลีเยร์ (University of Montpellier) ในสมัยที่โรคกาฬโรคกำลังระบาด โดยที่ยังไม่มีรู้สาเหตุ นอสตราดามุสจึงศึกษาและพัฒนายาจนในที่สุดต้องเสียภรรยาและลูกไป จากนั้นเขาจึงออกเดินทางไปทั่วฝรั่งเศสและอิตาลี ค้นคว้าเรื่องยาจนตั้งหลักอีกครั้งที่เมืองซาลอง (Salon) แต่งงานใหม่และเริ่มการทำนายอนาคต ด้วยตระกูลของเขาสืบเชื้อสายมาจากยิวโบราณเผ่าอิสซาการ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์มาก สามารถตีความปรากฏการณ์ ธรรมชาติต่างๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าได้ นอสตราดามุสใช้วิธีการพยากรณ์โดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ และทำนายจากนิมิต เขาได้บันทึกไว้เป็นโคลงเรียกว่า "Centuries" ผลงานที่มีชื่อเสียงเล่มอื่นได้แก่ "Almanac" และ "Prophecies" คำทำนายของนอสตราดามุสมักจะมีความคลุมเครือและยากที่จะตีความหมาย เพราะเขานิยมใช้ชื่อย่อและรหัสแทนชื่อคนและสถานที่จริง ตัวอย่างคำทำนายของนอสตราดามุสเช่น ฮิตเลอร์จะแพ้สงคราม เหตุการณ์โจมตีตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ สงครามโลกครั้งที่ 3 ฯลฯ เขาเสียชีวิตด้วยโรคเกาต์


2 กรกฎาคม พ.ศ.2321 : ฌอง-ฌาค รุสโซ นักปรัชญาสังคมชาวสวิสเสียชีวิต

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2321 ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) นักปรัชญาสังคมชาวสวิส ผู้มีอิทธิพลต่อการ ปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ผู้นำคนสำคัญแห่งยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enligntenment) เสียชีวิตรุสโซเกิดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2255 มารดาเสียชีวิตหลังจากคลอดเขาได้เพียง 9 วัน บิดาเป็นช่างนาฬิกาที่ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนอายุ 6 ขวบ พ่อของเขาติดคุก จึงต้องไปอยู่กับลุง เขาหัดอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนอายุ 16 ปีออกจากเจนีวา เดินทางท่องเที่ยวและหางานทำไปเรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ช่วยทูต ในปี 2293 เขาตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the Arts and Sciences ซึ่งประสบความสำเร็จและสร้างชื่อให้เขาอย่างมาก อีกสิบเอ็ดปีต่อมาก็ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรก Julie, ou la nouvelle Heloise (The New Heloise) จากนั้นก็มีผลงานออกมาเสมอทั้งหนังสือวิชาการและนิยาย ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่ The Social Contract, or Principles of Political of political Right และ The Confessions of Jean-Jacques Rousseau รุสโซเชื่อว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนดี แต่สังคมทำให้มนุษย์แปดเปื้อน และมนุษย์มีเสรีภาพตามธรรมชาติโดยไม่จำกัด แต่เมื่อมนุษย์รวมตัวเป็นสังคมจึงต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วนโดยาการทำ "สัญญาประชาคม" (The Social Contract) เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกันและกัน เขากล่าวว่า "มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่ง เขาต้องอยู่ในเครื่องพันธนาการ" ความคิดรุสโซมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี 2332 และพัฒนาเป็นทฤษฎีสังคมนิยม (socialist theory) และมีส่วนสำคัญของพัฒนาการทางแนวคิด โรแมนติก (Romanticism) ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19


 2 กรกฎาคม พ.ศ.2476 : ศาลาเฉลิมกรุง เปิดให้บริการเป็นวันแรก

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2476 ศาลาเฉลิมกรุง โรงภาพยนตร์และโรงมหรสพที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ในขณะนั้น เปิดให้บริการเป็นวันแรก โดยการฉายภาพยนตร์เรื่อง "มหาภัยใต้ทะเล" ทั้งยังเป็นอาคารที่ใช้ เครื่องปรับอากาศ [ระบบไอน้ำ (Chilled Water System)] แห่งแรกในประเทศไทย ในวันนั้นมีประชาชนไปชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นจนการจราจรติดขัดไปทั่ว ทั้งนี้ ในสมัยนั้นทั่วพระนครมีโรงภาพยนตร์อยู่ประมาณ 20 โรง ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก ตัวอาคารเป็นไม้ หลังคามุงสังกะสี มีสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่หรูหรา พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงโปรดภาพยนตร์เป็นพิเศษ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีสถานที่มหรสพขนาดใหญ่ ทันสมัยทัดเทียมต่างประเทศสักแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นที่อำนวยความบันเทิงแก่ประชาชนทั่วไปและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองไทยด้วย สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างคือ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร และ นายนารถ โพธิปราสาท เป็นวิศวกร ใช้สถาปัตยกรรมแบบเรียบง่าย ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับไทย รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 9 ล้านบาทในการก่อสร้าง ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2473 โดยพระราชทานนามว่า "ศาลาเฉลิมกรุง" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบ และเป็นอนุสรณ์แห่งงานฉลองพระนครครบ 150 ปี (ปี 2475) ศาลาเฉลิมกรุงเริ่มต้นด้วยการเป็นแหล่งนัดพบของผู้มีการศึกษา ต่อมาเมื่อภาพยนตร์ไทยได้รับความนิยม ศาลาเฉลิมกรุง จึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงและเป็นแหล่งรวมศิลปินนานาแขนงไว้ที่นี่ ทั้งยังส่งผลให้พื้นที่โดยรอบเกิดการ พัฒนาแปรสภาพเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญมากมายอีกด้วย เมื่อแหล่งบันเทิงสมัยใหม่ๆ เริ่มเกิดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด ประจวบกับกระแสสังคมเปลี่ยนผัน ทำให้ศาลาเฉลิมกรุงต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราวในปี 2536 ปิดปรับปรุงซ่อมแซมและเปิดใหม่อีกครั้งในปี 2538 ปัจจุบัน ศาลาเฉลิมกรุงยังคงเปิดดำเนินการอยู่ ภายใต้การบริหารของ บริษัท เฉลิมกรุงมณีทัศน์ จำกัด มิได้ฉายภาพยนตร์เหมือนโรงภาพยนตร์ทั่วไปในยุคปัจจุบัน แต่ถูกยกระดับให้เป็นโรงมหรสพแห่งชาติ จัดฉายภาพยนตร์และเปิดการแสดงมหรสพสำคัญๆ ในโอกาสต่างๆ


2 กรกฎาคม พ.ศ.2420 : วันเกิด แฮร์มัน เฮสเส กวีชาวเยอรมัน

2 กรกฎาคม 2420 วันเกิด แฮร์มัน เฮสเส (hermann Hesse) (2420-2505) กวีชาวเยอรมัน หนึ่งในนักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้รับรางวัลโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2489 ผลงานของเขาหลายเล่ม เช่น สิทธารถะ สเตปเปนวูฟล์ และอื่นๆ ได้รับความนิยมจากหลายประเทศ รวมแล้วกว่า ๘๐ ล้านเล่ม


3 กรกฎาคม พ.ศ.2547 : ระบบรถไฟฟ้ามหานคร ของกรุงเทพมหานคร เริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ระบบรถไฟฟ้ามหานคร ของกรุงเทพมหานคร เริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ รถไฟฟ้ามหานคร หรือที่ชาวกรุงเทพฯ นิยมเรียกว่า รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใต้ดินในกรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยได้รับสัมปทานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รถไฟฟ้ามหานครนั้นเป็นระบบซึ่งดำเนินการแยกต่างหากจากระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าบีทีเอส)


 4 กรกฎาคม พ.ศ.2548 : สหรัฐอเมริกาส่งหัวกระสวยเข้าปะทะกับดาวหาง เทมเปล-1สำเร็จ

 

4 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 "ดีพ อิมแพค" (Deep Impact) ยานอวกาศขององค์การนาซาสหรัฐอเมริกา ส่งหัวกระสวย "อิมแพคเตอร์" (Impactor) เข้าปะทะกับ "ดาวหาง เทมเปล-1" (Comet Tempel-1) เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ "ปฏิบัติการดีพ อิมแพค" (Deep Impact Mission) เป็นโครงการอวกาศของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากนาซา ในการสร้างยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดาวหางเทมเปล 1 ด้วยการส่งกระสวยพุ่งเข้าชน ยานอวกาศดีพอิมแพคถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด เดลตา 2 (Delta II) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 มุ่งสู่ดาวหางเทมเปล 1 ซึ่งมีวงโคจรรูปวงรีอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ยานอวกาศใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 เดือน กำหนดถึงดาวหางเทมเปล-1 ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 หลังจากนั้นหนึ่งวัน ยานจะทำการแยกตัวเป็น 2 ลำคือ “อิมแพคเตอร์” ซึ่งมีน้ำหนัก 370 กิโลกรัม พุ่งเข้าชนนิวเคลียสของเทมเปล-1 ด้วยความเร็ว 10.2 กิโลเมตร/วินาที ทำให้เกิดแรงระเบิดเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที (TNT) จำนวน 4.8 ตัน ทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณใหญ่ 10 – 200 เมตร ลึกเท่าตึก 2 – 14 ชั้น ในขณะที่ยาน "ไฟล์บาย” (Fly By) จะบินทิ้งระยะห่างประมาณ 500 เมตร และใช้กล้องโทรทรรศน์ติดตามผลของการกระแทก โดยใช้เครื่องสเปคโตรมิเตอร์วิเคราะห์ฝุ่นซึ่งเกิดจากการกระแทก และรายงานกลับมายังโลก ส่วนดาวหางเทมเปล-1 นั้นค้นพบเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2410 โดยนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ วิลเฮล์ม เทมเปล (Ernst Wilhelm Leberecht Tempel) เป็นดาวหางขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 กิโลเมตร วงโคจรเป็นวงรีอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ชั้นใน ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 5.5 ปี นักวิทยาศาสตร์คาดว่า การพุ่งชนครั้งนี้จะทำให้เกิดวัตถุและก๊าซฟุ้งกระจาย ออกมาจากโครงสร้างภายใน ซึ่งช่วยในการไขปริศนาโบราณของการกำเนิดระบบสุริยะเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อน ปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้คนเฝ้าคอยรับชมทั่วโลก แม้จะเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของมนุษย์ แต่นักวิชาการอีกหลายฝ่ายกลับมองว่า ปฏิบัติการดีพ อิมเพ็คครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงแสนยานุภาพของ “พี่เบิ้มมะกัน” ที่พยายามจะก้าวจากความเป็น “จ้าวโลก” ไปเป็น “จ้าวจักรวาล” ในวันชาติของตัวเองเท่านั้น อีกทั้งดวงดาวมิใช่เป็นสมบัติของชาติใดชาติหนึ่ง หากแต่เป็นทรัพย์สมบัติของจักรวาลนี้ เช่นเดียวกับมนุษย์ แล้วฝุ่นผงสกปรกอย่างเราจะมีสิทธิ์อะไรที่จะกระทำต่อดาวดวงอื่น ดาวโลกดวงนี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ ?


 4 กรกฎาคม พ.ศ.2477 : มารี กูรี นักเคมีชาวโปแลนด์เสียชีวิต

 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 มารี กูรี (Maria Sklodowska-Curie) นักเคมีชาวโปแลนด์ผู้ค้นพบรังสีเรเดียม (radium) ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล เสียชีวิต มารี กูรีเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2410 ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ เขามักจะพาเธอไปห้องทดลองเสมอ ทำให้กูรีหลงรักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ระหว่างที่เรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยปารีส) เธอได้ทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมี ของศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ชื่อ ปิแอร์ กูรี (Pierre Curie) จนพบรัก แต่งงาน และมีลูกด้วยกัน หลังจากเรียนจบ เธอก็ได้เป็นศาสตราจารย์ผู้หญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ เธอกับสามีได้ร่วมกันค้นคว้าทดลองจนค้นพบธาตุ เรเดียม (Radium) ในปี 2441 อีก 4 ปีต่อมาทั้งสองก็สามารถสกัด เรเดียมคลอไรด์ (radium chloride) ได้ ต่อมาก็ค้นพบว่าเรเดียมสามารถรักษาโรคผิวหนังและโรคมะเร็งได้ จึงนำผลงานชิ้นนี้ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ในปี 2446 หลังจากทีปีแอร์ผู้เป็นสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อปี 2449 มารีก็ยังคงทุ่มเทศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธาตุเรเดียมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป จนได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่ 2 ในปี 2454 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอจัดตั้งแผนกเอกซเรย์เคลื่อนที่เพื่อตระเวนรักษาทหารที่บาดเจ็บตามหน่วยต่างๆ และสามารถรักษาทหารด้วยรังสีเอกซ์ (X Ray) กว่า 100,000 คน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง มารีได้กลับมาทำงานอีกครั้ง จนในที่สุดเธอก็ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีของเรเดียม ทำให้ไขกระดูกถูกทำลายจนเสียชีวิตในที่สุด นับว่าการค้นพบและสกัดแร่เรเดียมของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ได้มีประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด เพราะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ จนมีการค้นพบวิธีการรักษาโดยการฉายรังสีเรเดียม


 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 : บางกอกรีคอร์เดอร์ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเริ่มออกวางแผง

 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387 "บางกอกรีคอร์เดอร์" (Bangkok Recorder) หรือ "หนังสือจดหมายเหตุ” เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย ฉบับปฐมฤกษ์เริ่มออกวางแผง หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จัดพิมพ์โดย หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีอเมริกัน โดยใช้ตัวพิมพ์ที่เรียกว่า “บรัดเลย์เหลี่ยม” จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ในระยะแรกเริ่มออกฉบับรายเดือน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายปักษ์หรือรายครึ่งเดือน แต่ออกได้เพียงสองปีก็ต้องเลิกกิจการ หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ได้นำเอาวิธีการรายงานข่าวและการเขียนบทความแบบวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้นเข้ามาด้วย


 4 กรกฎาคม พ.ศ.2540 : ยานอวกาศ มาร์ส พาทไฟน์เดอร์ ของสหรัฐอเมริกา ลงจอดบนดาวอังคารเป็นผลสำเร็จ

 

4 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ยานอวกาศ มาร์ส พาทไฟน์เดอร์ (Mars Pathfinder) ขององค์การนาซา แห่งสหรัฐอเมริกา ลงจอดบนดาวอังคารเป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเดินทางจากโลกถึง 7 เดือน อีกสองวันต่อมาได้ปล่อยรถหุ่นยนต์ชื่อ "โซเจอร์เนอร์” (Sojourner) ลงสำรวจก้อนหินและสภาพผิวของดาว ผลการสำรวจระบุถึงความเป็นไปได้ว่า เมื่อประมาณ 2 พันล้านปีมาแล้วดาวอังคารเคยมีน้ำมาก่อน


5 กรกฎาคม พ.ศ.2410 : แอนนา เลียวโนเวนส์ เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2410 แอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Leonowens) สตรีชาวอังกฤษ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้แด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระราชโอรสธิดา เดินทางออกจากประเทศไทยกลับสหรัฐอเมริกา หนึ่งปีก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะเสด็จสวรรคต แหม่มแอนนาเดินทางจากสิงคโปร์มาถึงกรุงเทพฯ ในปี 2405 ตามจดหมายเชิญชวนของรัชกาลที่ 4 ผ่านผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวประจำสิงคโปร์คือนายวิลเลียม อดัมสัน เพื่อมาเป็น “พระอาจารย์ฝรั่ง” สอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสยาม แอนนาอยู่ในสยาม 4 ปี 6 เดือนก็ได้ถวายบังคมลาออกเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ เธอเดินทางกลับไปสหรัฐอเมริกาโดยแวะพักที่อังกฤษและไอร์แลนด์ ที่นั่นเธอได้เขียนบทความและสารคดีเกี่ยวกับประสบการณ์ในสยามลงนิตยสาร Atlantic Monthly ซึ่งต่อมาได้รับการตีพิมพ์ กลายเป็นหนังสือรวมเล่มเกี่ยวกับชีวิตแอนนาในพระราชสำนักสยาม 2 เล่มคือ "The English Governess at the Siamese Court” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2413 และ "The Romance of the Harem” ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือขายดีและสร้างชื่อเสียงให้กับเธอเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น มาร์การ์เร็ต ลอนดอน (Margaret Landon) ได้นำชีวิตของแอนนามาแต่งเป็นนิยายขายดีชื่อว่า "Anna and the King of Siam" ในปี 2487 อีกสองปี จอห์น ครอมเวลล์ (John Cromwell) ได้นำชีวประวัติของแอนนามาสร้างเป็นละครเพลงและภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน จากหนังสือทั้งสองเล่มของแอนนาได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างสูงในกรณีที่สตรีชาวยุโรปได้มีอิทธิพลต่อราชสำนักสยามเนื่องจากเนื้อหาในหนังสือบางส่วนแอนนาได้แต่งเติมลงไปว่าเธอมีส่วนในการผลักดันหรือชี้แนะนโยบายหลายอย่างต่อราชสำนักสยาม โดยเฉพาะเรื่องทาสและสิทธิสตรี ยิ่งเมื่อมีการนำชีวิตของเธอมาแต่งเป็นนิยายและสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็ยิ่งมีผู้เข้าใจว่าเธอมีอิทธิพลต่อราชสำนักสยามจริงแต่เมื่อมีการสอบสวนเรื่องนี้โดยนักวิชาการ ก็ได้บทสรุปที่เชื่อกันว่าแอนนาแท้จริงแล้วไม่ได้มีบทบาทอะไรมากไปกว่าครูสอนภาษาอังกฤษ ขณะที่นักวิชาการบางส่วนเห็นว่าเธอเป็นสายลับของต่างชาติ จนลุกลามไปถึงการโจมตีแอนนาว่าโกหก หลอกลวง และดูหมิ่นพระเกียรติพระมหากษัตริย์สยาม แม้เธออาจได้รับคำนินทาว่าร้ายหรือคำสรรเสริญเยินยอจากผู้คนในยุคหลัง แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเธอในพระราชสำนักสยามก็ยังคงเป็นที่สนใจใคร่รู้ของผู้คนอยู่ต่อไป ล่าสุดปี 2543 แอนดี เทนแนนท์ (Andy Tennant) ก็ได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง นำแสดงโดยโจ เหวินฟะ (Yun-Fat Chow) เป็น “คิงมงกุฎ” และจูดีฟอสเตอร์ (Jodie Foster) เป็นแอนนา ถ่ายทำส่วนใหญ่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งกลายเป็นข่าวครึกโครมและถูกแบนในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย


 5 กรกฎาคม พ.ศ.2230 : เซอร์ไอแซก นิวตัน นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษตีพิมพ์ Principia ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2230 เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญคือ "Philosophiae Naturalis Principia Mathematica" หรือ "Principia” ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก เนื้อหาในเล่มอธิบายเรื่อง กฎความโน้มถ่วงสากล (law of universal gravitation) ซึ่งเป็นการวางรากฐาน กลศาสตร์ดั้งเดิม (Classical mechanics) ผ่าน กฎการเคลื่อนที่ (Law of Motion) ของเขา ในผลงานชิ้นนี้ นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆ ต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ "แรงโน้มถ่วง" นั่นเอง ยิ่งดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง เป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี คำอธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมี อีกทั้งความเชื่อเรื่องเทหวัตถุที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน ในปี 2535 คริสตจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่า แนวคิดเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลของกาลิเลโอนั้นถูกต้อง Principia ของนิวตันได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญมากที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์


6 กรกฎาคม พ.ศ.2428 : หลุยส์ ปาสเตอร์ นักเคมีชาวฝรั่งเศสทดสอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำเร็จ

 

6 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศส ประสบความสำเร็จในการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นครั้งแรก โดยใช้รักษาให้กับเด็กชาย โจเซฟ เมสเตร์ (Joseph Meister) วัย 9 ขวบ ในสมัยนั้น โรคพิษสุนัขบ้าแม้ว่าจะไม่ใช่โรคระบาดที่ร้ายแรงแต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนมาก เพราะเมื่อผู้ใดที่ถูกสุนัขบ้ากัดแล้วต้องเสียชีวิตทุกราย สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ก็จะต้องตายโดยไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกันได้เลย จากการค้นคว้าปาสเตอร์พบว่าเชื้อสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย ดังนั้นเมื่อถูกน้ำลายของสุนัขที่มีเชื้อโรคอยู่ไม่ว่าจะถูกเลียหรือถูกกัด เชื้อโรคในน้ำลายก็จะซึมเข้าไปทางแผลสู่ร่างกายได้ ปาสเตอร์ได้นำเชื้อมาเพาะวัคซีน แล้วนำไปทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังไม่กล้านำมาทดลองกับคน จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กชายเมสเตร์ถูกสุนัขบ้ากัด ไหนๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้ว พ่อแม่จึงได้นำบุตรชายมาให้ปาสเตอร์ทดลองรักษา ปรากฏว่าเด็กน้อยไม่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้า การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นในปี 2431 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้ง "สถาบันปาสเตอร์” (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ขยายสถาบันปาสเตอร์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในประเทศไทยใช้ชื่อว่า “สถานเสาวภา” ก่อตั้งในปี 2455 โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย


7 กรกฎาคม พ.ศ.2510 : เปิดใช้ สะพานสารสิน เป็นครั้งแรก

 

7 กรกฎาคม 2510 เปิด สะพานสารสิน ซึ่งเชื่อมระหว่าง จ. พังงา กับ จ. ภูเก็ต ทำให้สามารถเดินทางไปภูเก็ตได้โดยทางรถเป็นครั้งแรก


7 กรกฎาคม พ.ศ.2473 : เซอร์ อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ ผู้แต่ง เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ถึงแก่กรรม

 

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2473 เซอร์ อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ (Sir Arthur Conan Doyle) นายแพทย์นักประพันธ์ชาวอังกฤษ ถึงแก่กรรม เซอร์ อาร์เทอร์ โคนัน ดอยล์ เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2402 ที่เมืองเอดินเบิร์ก ประเทศสก็อตแลนด์ เรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก จบแล้วทำงานเป็นแพทย์ ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ อยู่เสมอจนเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนตอนอายุ 27 ปี หลังจากนิยายเรื่อง A Study in scarlet ได้รับการตีพิมพ์นิยายเรื่องนี้มีตัวละครเอกชื่อ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ (Sherlock Holmes) เป็นผู้ไขปริศนาฆาตกรรม ปรากฎว่าได้รับความนิยมมากจนดอยล์ต้องเขียนต่อมาถึง 12 ตอน จนวันหนึ่งเขารู้สึกเบื่อหน่ายการเขียนนิยายเรื่องนี้ จึงเขียนให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ตาย ทำให้คนอ่านผิดหวังมากถึงขนาดบางคนตามฆ่าเขา และขู่จะเผาบ้าน จนเขาต้องเขียนให้เขียนให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ฟื้นคืนชีพขึ้นมากอีกครั้ง ภายหลังเขาเลิกอาชีพแพทย์มาเขียนหนังสืออย่างจริงจัง ผลงานของเขามีหลากหลายทั้งนิยาย เรื่องสั้น สารคดี บทความเชิงประวัติศาสตร์ ดอยล์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2473 เขาเป็นผู้สร้างเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ตัวละครนักสืบที่มีชื่อเสียงที่สุดจนทุกวันนี้


8 กรกฎาคม พ.ศ.2040 : วาสโก ดา กามา(Vasco da Gama) นักสำรวจชาวโปรตุเกส เดินทางออกจากลิสบอน มุ่งหน้าไปยังประเทศอินเดีย

 

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2040 (ค.ศ. 1497) วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) นักสำรวจชาวโปรตุเกส เดินทางออกจากลิสบอน มุ่งหน้าไปยังประเทศอินเดีย


9 กรกฎาคม พ.ศ.2524 : หมู่เกาะสุรินทร์ ได้รับการประกาศจัดตั้งให้เป็น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

 

9 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 หมู่เกาะสุรินทร์ ได้รับการประกาศจัดตั้งให้เป็น "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์" เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 29 ของประเทศไทย นับเป็นหมู่เกาะที่มีแนวปะการังน้ำตื้นและน้ำลึกที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก ในอดีตหมู่เกาะแห่งนี้เคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมและเคยถูกเสนอให้เป็นค่ายญวนอพยพ แต่เนื่องจากธรรมชาติทั้งบนบกและใต้น้ำมีความอุดมสมบูรณ์มาก กรมป่าไม้จึงพยายามเสนอหให้เป็นอุทยานแห่งชาติ จนประสบความสำเร็จในที่สุด อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์อยู่ในทะเลฝั่งอันดามัน ที่ ต. พระทอง อ. คุระบุรี จ. พังงา มีพื้นที่ 135 ตารางกิโลเมตร (84,357 ไร่) ร้อยละ 76 ของพื้นที่เป็นทะเล ส่วนที่เหลือเป็นแผ่นดิน ประกอบด้วยเกาะ 5 เกาะ ได้แก่ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะตอรินลา (เกาะราบ) เกาะปาจุมบา (เกาะมังกร) และเกาะสต๊อร์ก (เกาะไฟแว่บ) ในบริเวณนี้ยังมีกองหินโผล่พ้นน้ำอีก 2 แห่ง ได้แก่ หินแพและหินกอง และกองหินปริ่มน้ำ "ริเชลิว" ซึ่งเป็นจุดดำน้ำสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันกำลังผนวกเข้ากับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์นับเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งบนบกและในทะเล มีทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายหาด ป่าชายเลนมาประจบกับแนวปะการัง จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ตั้งแต่ปลาการ์ตูนตัวเล็กๆ ไปถึงปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฉลามวาฬ หอยมือเสือ ปูเสฉวน นกกระแตผีชายหาด นกชาปีไหน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น บ่าง นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านของชาวเล "มอแกน" หรือ "ยิบซีแห่งท้องทะเล" ประมาณ 200 คนซึ่งเป็นชาวเลกลุ่มสุดท้ายที่ยังดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมมากที่สุด ในอดีตชาวมอแกนเคยแล่น "เรือก่าบาง" เป็นเรือไม้ระกำเร่ร่อนหาปลาไปทั่วน่านน้ำอันดามัน ปัจจุบันได้ตั้งหมู่บ้านอยู่ที่เกาะสุรินทร์ใต้ ขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว และบางส่วนทำงานเป็นลูกจ้างของอุทยานฯ


10 กรกฎาคม พ.ศ.2528 : เรือเรนโบว์วอริเออร์ของกลุ่มกรีนพีซถูกลอบวางระเบิด

 

10 กรกฎาคม 2528  เรือเรนโบว์วอริเออร์ ลำแรกของกลุ่ม กรีนพีซ (greenpeace) ถูกลอบวางระเบิดโดยสายลับฝรั่งเศส ขณะจอดเทียบท่าที่ท่าเรือโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทางไปยับยั้งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสที่หมู่เกาะมูรูรัว


11 กรกฎาคม พ.ศ.2436 : โคคิชิ มิกิโมโตะ เพาะเลี้ยงไข่มุกสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก
11 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 โคคิชิ มิกิโมโตะ (Kokichi Mikimoto) สามารถเพาะเลี้ยงไข่มุก (Pearl) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก ทั้งนี้ ไข่มุก (Pearl) เป็นสารอินทรีย์ที่เกิดตามธรรมชาติ ซึ่งจัดเป็นรัตนชาติที่ได้รับความนิยมสูงจนได้รับการยกย่องให้เป็น "อัญมณีแห่งท้องทะเล” ไข่มุกแบ่งประเภทตามแหล่งกำเนิดคือ ไข่มุกน้ำจืด (Fresh Water Pearl) และ ไข่มุกน้ำเค็ม (Salt Water Pearl) ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น ไข่มุกธรรมชาติ (Natural Pearl) และ ไข่มุกเพาะเลี้ยง (Cultured Pearl) นอกจากนี้ยังมี ไข่มุกเทียม (Imitation Pearl) ซึ่งได้จากวัสดุสังเคราะห์ประเภทพลาสติก แต่จะไม่มีความแวววาว คงทนเท่าไข่มุกแท้ ไข่มุกมีทั้งสีขาวนวล สีขาวอมชมพู สีแดง สีเทา และสีดำ ไข่มุกธรรมชาติเกิดจากสัตว์จำพวกหอยสองฝาหรือหอยนางรมสกุล Margarututera เมื่อมีวัสดุแปลกปลอม เช่น ทราย หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่หลุดเข้าไปอยู่ภายในตัวหอย จึงปล่อยน้ำเมือก (Nacre) ออกมาเคลือบเพื่อป้องกันการระคายเคือง นานวันเข้าวัสดุแปลกปลอมนี้ก็จะถูกเคลือบจนเป็นก้อนกลมคล้ายลูกปัด ซึ่งก็คือไข่มุก (ปกติจะใช้เวลา 3-5 ปี) ไข่มุกอันแวววาวงดงามที่เห็นจึงเกิดจากความรำคาญของหอยนั่นเอง มิกิโมโตะเริ่มต้นทำฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุกตั้งแต่ปี 2431 โดยกู้ยืมทุนมาจากธนาคาร ได้ทำการศึกษาชีววิทยาของหอยมุกและทดลองนำเปลือกหอยชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในตัวหอย แล้วนำไปเพาะเลี้ยงในกรงตาข่าย วางทิ้งไว้ในทะเลที่เมืองชินไม (Shinmei) หลังจากประสบความล้มเหลวอยู่หลายครั้งจนเข้าใกล้ภาวะล้มละลาย เขาก็สามารถเพาะเลี้ยงหอยมุกได้สำเร็จ ไข่มุกเม็ดแรกที่ได้เป็นรูปครึ่งวงกลม เขาต้องใช้เวลาอีก 12 ปีจึงจะสามารถเพาะเลี้ยงไข่มุกให้ได้ทรงกลม และมีคุณภาพและคุณสมบัติใกล้เคียงไข่มุกธรรมชาติมากที่สุด เขาเปิดร้านขายไข่มุกร้านแรกในปี 2442 ที่ย่านกินซาในกรุงโตเกียว จากนั้นก็ขยายสาขาไปยังลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก และเมืองสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก
11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 : สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคต
11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี หลังจากประชวรหนักในช่วงที่ พระเพทราชา กระทำการชิงราชสมบัติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์ปราสาททอง ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระนางเจ้าสิริกัลยานี พระราชสมภพในปี 2175 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2199 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3” เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา หลังจากประทับที่กรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ในปี 2209 และเสด็จไปประทับทุกๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตในปี 2231 ขณะพระชนมายุได้ 56 พรรษา รวมเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ 32 ปี พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถหลายด้านของพระองค์ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร ทรงชำนาญด้านการศึก ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ด้านการทูต ทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เช่น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญมาก มีชาวต่างชาติเข้ามารับติดต่อค้าขาย และบางส่วนเข้ารับราชการในพระราชอาณาจักรด้วย อีกทั้งยังทรงรับวิทยาการสมัยใหม่ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ การวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่วรรณคดีและศิลปะเจริญถึงขีดสุด มีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น อาทิ สมุทรโฆษคำฉันท์, คำฉันท์กล่อมช้าง, อนิรุทธคำฉันท์ และ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ซึ่งจัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของไทย
12 กรกฎาคม พ.ศ.2360 : วันเกิด เฮนรี เดวิด ธอโร นักธรรมชาตินิยมชาวอเมริกัน
12 กรกฎาคม พ.ศ. 2360 วันเกิดเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) นักคิดนักเขียนเสรีนิยมก้าวหน้าและนักธรรมชาตินิยมชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองคองคอร์ด มลรัฐแมสซาชุเซตส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งสมัยนั้นยังมีทุ่งหญ้าเขียวและป่าละเมาะอยู่มาก เขามักใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือและเดินเล่นท่องเที่ยวไปตามท้องทุ่งและป่าเขาอยู่เสมอ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ธอโรได้กลับเมืองคองคอร์ดที่เขารัก เป็นครูโรงเรียนรัฐบาลอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตี จากนั้นไปช่วยพ่อทำธุรกิจผลิตดินสอ เป็นนักสำรวจรังวัด และทำงานอีกสารพัดอย่าง หลังจากได้เดินทางท่องแม่น้ำคองคอร์ดและเมอร์ริแมคในปี 2382 เขาก็เริ่มสนใจเรื่องธรรมชาติอย่างจริงจัง ธอโรไปพำนักอยู่กับ อีเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) กวีและนักปรัชญาสำนัก อุตรวิสัย (Transcendentalism) ในช่วงปี 2384-2386 เขาใช้เวลาในช่วงนี้สนทนาแลกเปลี่ยนกับกลุ่มนักคิดอุตรวิสัย ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และมองว่า อัชฌัตติกญาณ (Intuition) สำคัญกว่าความรู้จากประสาทสัมผัสและเหตุผล จากนั้นได้เดินทางไปนิวยอร์กร่วมขบวนการเลิกทาส และเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ระบบทาส และลัทธิคลั่งเทคโนโลยีของชาวอเมริกันในสมัยนั้น ธอโรตัดสินใจปฏิเสธไม่ยอมจ่ายภาษี เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล เรื่องทาสและการทำสงครามกับแม็กซิโกเพื่อขยายดินแดน ธอโรเห็นว่าพลเมืองมีสิทธิที่จะดื้อแพ่งต่อกฎหมาย โดยการไม่จ่ายภาษีสนับสนุนให้รัฐบาลทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ซึ่งต่อมาเขาได้เขียนบทความเรื่อง "Civil Disobedience" (การดื้อแพ่งของพลเมือง) ตีพิมพ์ในปี 2392 ตอนอายุ 28 ปี ในต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2388 ธอโรไปปลูกกระท่อมบนที่ดินของอีเมอร์สันที่บึงวอลเดน (Walden Pond) ใกล้เมืองคองคอร์ด เพื่อทดลองใช้ชีวิตเรียบง่าย สันโดษ พึ่งพาตนเอง และไม่ติดต่อกับโลกภายนอก ในช่วงเวลา 2 ปีนี้เขาได้ครุ่นคิดใคร่ครวญและเขียนงานชิ้นคลาสสิคคือ "วอลเดน” (“Walden" หรือ "Life in the Woods") ตีพิมพ์ในปี 2397 ธอโรออกจากบึงวอลเดนในเดือนกันยายนปี 2390 เดินทางท่องเที่ยวตามป่าเขาต่างๆ ทำงานเขียน และแสดงปาฐกถาตามที่ต่างๆ ปลายปี 2402 เขาเริ่มป่วยเป็นไข้หวัดตามมาด้วยวัณโรค และเสียชีวิตในวันที่ 6 พฤษภาคม 2405 ขณะอายุ 45 ปี ธอโรมีทัศนะเรื่องการทำงานต่างจากอเมริกันชนทั่วไปในสมัยนั้น ที่เน้นการทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่งคั่ง เขาเลือกทำงานเพียงเพื่อการยังชีพตามที่จำเป็นเท่านั้น ใช้ชีวิตเรียบง่าย เพื่อจะมีเวลาทำสิ่งที่สำคัญกว่า คือการเดินทางท่องเที่ยว ชื่นชมความงามของธรรมชาติ “วอลเดน” ของธอโรไม่ใช่เพียงแค่บันทึกการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติเท่านั้น หากยังเป็นการใคร่ครวญถึงชีวิต ชุมชน ธรรมชาติวิทยา ปรัชญาตะวันออก แนวคิดเสรีนิยม การพึ่งตนเอง และการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ความคิดและผลงานของธอโรมีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจต่อนักคิดคนสำคัญๆ อย่าง ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy), มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi), มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr) และนักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองทั่วโลก
12 กรกฎาคม พ.ศ.2397 : วันเกิด จอร์จ อีสต์แมน ผู้ก่อตั้งบริษัท โกดัก
12 กรกฎาคม พ.ศ. 2397 วันเกิดจอร์จ อีสต์แมน (George Eastman) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพม้วน โกดัก (Kodak) เกิดที่เมืองวอเตอร์วีลล์ มลรัฐนิวยอร์ก เขาเริ่มทำงานเป็นเด็กรับใช้ในสำนักงาน ตอนอายุ 14 ปี หลังจากบิดาเสียชีวิต เขาเริ่มหลงไหลการถ่ายภาพในปี 2421 ซึ่งสมัยนั้นยังใช้ระบบฟิล์มกระจก จากนั้นเขาก็พยายามพัฒนาระบบการถ่ายภาพและล้างอัดภาพ จนสามารถผลิตฟิล์มม้วนได้สำเร็จในปี 2427 ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในปี 2431 ในปีเดียวกันนี้ เขาก็ประดิษฐ์กล้องโกดักจนสมบูรณ์ นับว่าเป็นกล้องตัวแรกที่ออกแบบสำหรับใช้กับม้วนฟิล์มโดยเฉพาะ เขาก่อตั้ง บริษัท อีสท์แมน โกดัก (Eastman Kodak Company) ขึ้นที่เมืองรอเชสเตอร์ นิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ที่ผลิตวัสดุการถ่ายภาพที่มีมาตรฐาน จากนั้นเขาผลิตกล้องถ่ายภาพ "โกดัก บราวนี” (Kodak Brownie) วางขายในปี 2495 โดยขายในราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐฯ ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก ส่งผลให้การถ่ายภาพที่เคยยุ่งยาก กลายเป็นงานอดิเรกของคนทั่วไป อีสต์แมนมีส่วนสำคัญในการพัฒนา และบริหารบริษัทจนประสบความสำเร็จ เขาได้บริจาคเงินกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับการสาธารณกุศลต่างๆ เช่น สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) บริจาคเงินก่อตั้ง วิทยาลัยดนตรีอีสแมน (Eastman School of Music) และ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ (School of Medicine and Dentistry) แห่งมหาวิทยาลัยรอเชสเตอร์ ในวันที่ 14 มีนาคม 2475 เขาตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรมโดยทิ้งโน้ตไว้ว่า "My work is done. Why wait?"

13 กรกฎาคม พ.ศ.2452 : รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระบรมราชโองการเรื่องการประปา
13 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้กรมศุขาภิบาลนำน้ำมาใช้ในพระนครตามแบบอย่างที่สมควรแก่ภูมิประเทศ โดยให้จัดทำที่น้ำขังที่คลองเชียงราก แขวงเมืองปทุมธานี แล้วให้ขุดคลองแยกจากที่ยังน้ำนั้นเป็นทางน้ำลงมาถึงคลองสามเสนฝั่งเหนือ ตามแนวทางรถไฟ และตั้งโรงสูบนำแล้วกรองให้น้ำสะอาด เพื่อจำหน่ายน้ำไปในที่ต่างๆ ตามควรแก่ท้องที่ของเขตพระนคร รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกตามภาษาสันสกฤต เพื่อจะให้เป็นคำสั้นว่า "การประปา" ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จมาทรงเปิดกิจการโดยมีชื่อเรียกในครั้งนั้นว่า "การประปากรุงเทพฯ” มีกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน กิจการประปาได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จากที่เคยจำหน่วยเฉพาะในเขตพระนคร ได้ขยายการจำหน่ายไปยังฝั่งธนบุรี ต่อมาได้มีการรวมและโอนกิจการประปาไฟฟ้าให้เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติการประปานครหลวง ให้โอนกิจการประปากรุงเทพฯ การประปานนทบุรี การประปาเทศบาลนครธนบุรี และประปาเทศบาลสมุทรปราการ รวมเป็นกิจการเดียวกันเรียกว่า "การประปานครหลวง” เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2510 ปัจจุบันการประปานครหลวงได้พยายามพัฒนาคุณภาพน้ำประปาให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต ISO 9002 ดังคำขวัญที่ว่า "น้ำประปาดื่มได้ มั่นใจเต็มร้อย"
13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 : เกิดเหตุการณ์ การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) เกิด "การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา" (The Naval Action at Paknam) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112" หรือ "กรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ. 112" ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อกองทัพฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ คือเรือแองกองสตองต์ (Inconstant) และเรือโกแมต์ (Comete) โดยมีเรือสินค้า "เจ. เบ. เซย์" (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง รุกล้ำฝ่าสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา หมู่ปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและหมู่เรือรบซึ่งเป็นแนวป้องกันของไทยได้ยิงสกัดถูกเรือสินค้าเสียหาย เรือรบของฝรั่งเศสจึงยิงตอบโต้ โดนเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย และทหารไทยเสียชีวิต 8 นายและบาดเจ็บ 40 นาย ส่วนทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 นายและบาดเจ็บอีก 3 นาย จากนั้นเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองก็แล่นฝ่าเข้ามาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง ผลจากการปะทะกันครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้บังคับให้สยามลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพ" ในวันที่ 3 ตุลาคมปีเดียวกัน สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวกำหนดให้สยามชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงินจำนวน 3 ล้านฟรังก์ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,560,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น) รวมทั้งบังคับให้รัฐบาลสยามยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดถึงเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมด เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร และฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรีไว้ในอารักขานานกว่า 10 ปี (ระหว่างปี 2436-2447) จนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายจนครบ ผลจากกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสครั้งนี้ทำให้สยามตอ้งเสียดินแดนเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเสียเนื้อที่ครั้งใหญ่ที่สุด นักวิชาการในรุ่นหลังเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นเหตุให้สยามจำต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ คือการขาดแผนที่ ซึ่งระบุเขตแดนของประเทศไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายสยามขาดความช่ำชองในการใช้ภาษาอันแยบยลทางการทูตอย่างชาวยุโรป อีกทั้งกองทัพเรือของสยามเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจึงต้องจ้างทหารต่างชาติมาช่วย ส่วนทหารของสยามสมัยในสมัยนั้นยังขาดวินัยของทหาร และขาดความช่ำชองในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากตะวันตก แม้จะมีกำลังอาวุธที่พอจะต่อต้านกองกำลังฝรั่งเศสได้ ทั้งปืนใหญ่ และเรือรบอย่าง "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน หัวเรือที่ใช้ชนได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้สูงกว่าเรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกัน แต่เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ เพราะมีคำสั่งอย่างเข้มงวดไม่ให้เคลื่อนย้าย เว้นแต่จำเป็นต้องใช้เป็นพระราชพาหนะเท่านั้น
14 กรกฎาคม พ.ศ.2405 : วันเกิด กุสตาฟ คลิมต์ จิตรกรชาวออสเตรเลีย
14 กรกฎาคม 2405 วันเกิดกุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt) จิตรกรและมัณฑนากรหัวก้าวหน้าแห่งออสเตรเลียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะแนวใหม่ หรือ Art Nouveau กำลังงอกงามในยุโรป ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงจุดเหลื่อมระหว่างศิลปะประยุกต์ที่สร้างเพื่อการตกแต่ง กับงานวิจิตรศิลป์ที่ศิลปินสร้างขึ้นเพื่อเสนอสาระและคุณค่าในตัวงาน ผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น จิตรกรรมสีน้ำมัน “The Kiss”
14 กรกฎาคม พ.ศ.2440 : วันเกิด จอมพล แปลก หรือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 วันเกิดจอมพล แปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "จอมพล ป." จอมพล ป.ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย ณ บ้านพักที่ตำบลซากามิโอโน ชานกรุงโตเกียว ขณะลี้ภัยการเมืองไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น รวมอายุได้ 67 ปี จอมพล ป. เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2440 นามเดิม แปลก ขีตตะสังคะ เกิดที่อำเภอเมืองนนทบุรี ศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก โรงเรียนเสนาธิการ และไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้กลับมารับราชการจนกระทั่งได้ยศพันตรี มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น "หลวงพิบูลสงคราม" ท่านเป็นหนึ่งใน คณะราษฎร ที่ทำการอภิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อีกสองปีต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพันเอกและดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก จอมพลป. เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 โดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. ตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร หลังจากสงครามสิ้นสุดลงจอมพลป. จึงติดคุกในฐานะอาชญากรสงครามและต้องยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด ท่านกลับไปพำนักที่บ้าน อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี ก่อนจะคืนสู่อำนาจอีกครั้งในปี 2491 เมื่อทหารกลุ่มหนึ่งทำรัฐประหารแล้วเชิญท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี คราวนี้ท่านครองตำแหน่งนานถึง 9 ปี จอมพล ป. ต้องพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ โดยใช้นโยบาย ชาตินิยม อาทิ ส่งเสริมความเป็นชนชาติไทยเน้นนโยบายเศรษฐกิจแบบ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” ประกาศ รัฐนิยม เพื่อปฏิวัติวัฒนธรรมของสังคมไทยเสียใหม่ ทั้ง เรื่องภาษา ชีวิตความเป็นอยู่ ดนตรี การละเล่น การแต่งกาย คตินิยม และเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย โดยมีคำขวัญว่า "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" ถือว่าจอมพล ป. ได้ทำการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจได้พยายามลอบสังหารท่านหลายครั้ง แต่ก็รอดหวุดหวิดทุกครั้ง จนได้รับฉายาว่า “จอมพลกระดูกเหล็ก” จนในที่สุด พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ท่านจึงต้องลี้ภัยทางการเมืองไปที่ประเทศญี่ปุ่น และพำนักอยู่ที่นั่นจนวาระสุดท้ายของชีวิต
15 กรกฎาคม พ.ศ.2482 : คลารา อดัมส์ ชาวนิวยอร์ค บินรอบโลกสำเร็จ
 
15 กรกฎาคม พ.ศ.2482 คลารา อดัมส์ (Clara Adams) ชาวนิวยอร์ค เป็นผู้หญิงคนแรกที่บินรอบโลกสำเร็จในวันนี้ เธอเริ่มการเดินทางที่วอชิงตัน บินรอบโลกด้วยเวลา 16 วัน 19 ชั่วโมง

16 กรกฎาคม พ.ศ.2488 : สหรัฐอเมริกา ทดลองระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก
 
16 กรกฎาคม พ.ศ.2488 สหรัฐอเมริกา ทดลองระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลกในทะเลทรายรัฐนิวเม็กซิโก ในชื่อ “แผนปฏิบัติการทรินิตี้” ระเบิดลูกนี้เป็นหนึ่งในสามลูกแรก ที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการสร้างระเบิดอะตอมชื่อ “โครงการแมนฮัตตัน” ระเบิดอีกสองลูกถูกนำไปถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
17 กรกฎาคม พ.ศ.2537 : ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี
 
17 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ดาวหาง ชูเมกเกอร์-เลวี 9 (Comet Shoemaker-Levy 9 : SL9) ซึ่งประกอบด้วยดาวหางจำนวน 21 ชิ้น เคลื่อนที่ไล่ตามกันเหมือนขบวนรถไฟ พุ่งเข้าชน ดาวพฤหัสบดี (jupiter) ด้วยความเร็วกว่า 60 กิโลเมตรต่อวินาที เกิดการระเบิดเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 6 ล้านตัน หรือเทียบเท่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมา 100 ล้านลูก แรงระเบิดมีรัศมีกระจายไปถึง 8,000 กิโลเมตร ทำให้เกิดฝุ่นดาวหางปกคลุมสูงขึ้นมาเหนือเมฆในชั้นบรรยากาศโจเวียนถึง 3,000 กว่ากิโลเมตร ทั้งนี้ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ถูกค้นพบเมื่อคืนวันที่ 24 มีนาคม 2536 โดย ยูจีน ชูเมกเกอร์ (Eugene M. Shoemaker) และ เดวิด เลวี (David Levy) สองนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เอสแล 9 เป็นดาวหางวงโคจรสั้น โคจรรอบดาวพฤหัสบดี เพิ่งแตกออกเป็นชิ้นๆ จำนวน 21 ชิ้น แต่ละชิ้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 กิโลเมตร ด้วยอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีเมื่อปี 2535 จนกระทั่งถูกคำนวณล่วงหน้าไว้เป็นเวลากว่าปีเศษ ว่าจะชนดาวพฤหัสบดีในระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม 2537 นักดาราศาสตร์และสื่อมวลชนจึงมีเวลามากพอในการเตรียมสังเกตการณ์และประชาสัมพันธ์ แม้ว่ากล้องดูดาวบนโลกจะไม่สามารถบันทึกภาพขณะชนโดยทันที แต่มี กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (hubble space telescope) ซึ่งเคลื่อนรอบโลก ได้ถ่ายภาพแล้วส่งสัญญาณลงมายังสถานีรับภาคพื้นดิน ร่องรอยของการชนปรากฏชัดเจนในภาพถ่าย ซึ่งกล้องฮับเบิลบันทึกหลังจากที่ดาวหางลูกแรกชนแล้ว 90 นาที ทำให้ผู้เฝ้าติดตามตื่นเต้นดีใจไปทั่วโลก นับเป็นความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ที่คำนวณทางโคจรของดาวหางได้อย่างแม่นยำ ในอดีตดาวพฤหัสบดีน่าจะเคยถูกดาวหางและดาวเคราะห์น้อยชนมาแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่เคยตรวจพบและคำนวณได้อย่างแม่นยำเช่นครั้งนี้ การพุ่งชนดาวพฤหัสบดีของดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 จึงเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในหลายพันชั่วอายุขัยของมนุษย์ที่สามารถสังเกตได้
18 กรกฎาคม พ.ศ.2521 : วันสถาปนา หน่วยทหารพราน
 
 
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 วันสถาปนา หน่วยทหารพราน ซึ่งเป็นกองกำลังของกองทัพบกหน่วยหนึ่งที่มีจุดกำเนิดมาจากประชาชน โดยกองทัพบกได้รับอนุมัติหลักการจากที่ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้ดำเนินการ "โครงการชุดปฏิบัติการพิเศษทหารพรานชายแดนไทย - กัมพูชา" เนื่องจากสถานการณ์การก่อการร้ายคอมมิวนิสต์บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชาทวีความรุ่นแรงมากขึ้น ในขณะที่กำลังทหารประจำการส่วนใหญ่ต้องอยู่ประจำพื้นที่ ไม่อาจถอนกำลังมาปกป้องการรุกรานจากภายนอกได้ กองทัพบกจึงจัดตั้งกำลังทหารในลักษณะที่เป็นหน่วยอาสาสมัครพิเศษขึ้นเพื่อแก้ปัญหา โดยนำกำลังพลจากท้องถิ่นมาแก้ข้อบกพร่องดังกล่าว หน่วยทหารพรานจึงถูกจัดตั้งขึ้นตามแนวคิดที่ว่า “ทหารพรานคืออาสาของประชาชน” หรือ “นักรบประชาชน” หน่วยทหารพรานนับว่ามีส่วนสำคัญในการระงับยับยั้งการขยายอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กองทัพบกจึงได้มอบหมายให้หน่วยทหารพรานทำการป้องกันประเทศตามแนวชายแดนร่วมกับหน่วยทหารประจำการ โดยมีอัตราการจัดของหน่วยทหารพรานที่แน่นอนเมื่อปี 2526 ปัจจุบันกำลังพลประกอบจากทหารประจำการและทหารพรานที่รับสมัครจากบุคคลทั่วไป ที่มีอายุระหว่าง 18-39 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต่อมากองทัพบกได้ถือให้วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีเป็น "วันคล้ายวันสถาปนาหน่วยทหารพราน"
18 กรกฎาคม พ.ศ.2441 : มารี คูรี และ ปิแอร์ คูรี ค้นพบธาตุโพโลเนียม
 
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2441 มารี คูรี (Marie Curie) และ ปิแอร์ คูรี (Pierre Curie) คู่ภรรยาสามีนักฟิสิกส์ชาวโปแลนด์ ประกาศการค้นพบธาตุกัมมันตรังสีชนิดใหม่ โดยตั้งชื่อว่า โพโลเนียม (Polonium – Po เลขอะตอม 84) เพื่อเป็นเกียรติแก่บ้านเกิดเมืองนอนของทั้งคู่ คือประเทศโปแลนด์ (Poland) โดยทั้งสองได้ทำการทดลองในอาคารเล็กๆ ที่เป็นห้องเก็บฟืนของภาควิชาฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ที่ปิแอร์สอนหนังสืออยู่ จากนั้นอีก 6 เดือนต่อมา พวกเขาก็ค้นพบธาตุเรเดียม (Radium) ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีเช่นกัน โพโลเนียมนับเป็นธาตุหายากชนิดหนึ่ง พบปริมาณเล็กน้อยในธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะพบในสินแร่ที่มียูเรเนียม โพโลเนียมมีลักษณะเป็นของแข็งสีเทาเงิน มีจุดหลอมเหลว 254 องศาเซลเซียส และจุดเดือด 962 องศาเซลเซีส ละลายได้ในกรดเจือจาง (dilute acids) สารละลายที่เกิดขึ้นจะระเหยได้ดี ธาตุโพโลเนียมสามารถปล่อยรังสีแอลฟาในปริมาณที่มากกว่าธาตุเรเดียมถึง 5,000 เท่า หากเข้าสู่ร่างกายจะเป็นอันตรายมากกว่าไซยาไนด์ 250 ล้านเท่า
18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 : สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต
 
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า” เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา สมเด็จย่าเสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช หลังจากสำเร็จการศึกษา ระหว่างที่เรียนอยู่ปี 1 ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์ จากนั้นทรงได้รับการคัดเลือกให้ไปทรงศึกษาวิชาพยาบาลต่อที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงมีพิธีอภิเษกสมรสกับ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ นอกจากนั้นยังมีโครงการพัฒนาด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมากมายอาทิโคงการเกษตรหลวงดอยตุง จังหวัดเชียงราย ต่อมาได้มีการกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันพยาบาลแห่งชาติ", "วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ", "วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ", "วันรักต้นไม้แห่งชาติ" และ "วันอาสาสมัครไทย"

20 กรกฎาคม พ.ศ.2480 : กูลิเอลโม มาร์โกนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลียนเสียชีวิต
 
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 กูลิเอลโม มาร์โกนี (Guglielmo Marconi) วิศวกรไฟฟ้าและนักประดิษฐ์ชาวอิตาเลียนเสียชีวิต วันเกิด 25 เมษายน พ.ศ. 2417 เกิดที่เมืองโบโลญญา (Bologna) ตอนแรกเขาสนใจวิทยาศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2431 เขาประดิษฐ์และตรวจจับคลื่นวิทยุ ซึ่งต่อมาเขาได้พัฒนาเป็นระบบ โทรเลขไร้สาย (wireless telegraph) หรือ วิทยุโทรเลข (radiotelegraph) ซึ่งช่วยในการส่งโทรเลขผ่านทางคลื่นวิทยุแทนสายไฟฟ้าอย่างเดิม เขาทดลองต่อหน้าสาธารณเมื่อปี 2438 อีกสองปีต่อมาวิทยุโทรเลขของเขาก็มีรัศมีการใช้งาน 19 กิโลเมตร จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท จีอีซี-มาร์โกนี อิเล็กทรอนิกส์ (GEC-Marconi Electronics Ltd.) ในปี 2444 เขาสามารถส่งสัญญาณคลื่นวิทยุข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จากเมืองโพลดู (Poldhu) ประเทศอังกฤษถึงเมืองเซนต์จอห์นส์ (Saint John’s) บนเกาะนิวฟาวด์แลนด์ แม้ระบบโทรเลขไร้สายจะมีการพัฒนามาแล้วกว่า 50 ปี แต่มาร์โกนีเป็นผู้ที่พัฒนาและพิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถใช้งานได้จริงและยังประสบความสำเร็จทางธุรกิจอีกด้วย ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ในปี 2452 
20 กรกฎาคม พ.ศ.2512 : ยานอวกาศ อพอลโล 11 ลงจอดบนผิวของดวงจันทร์สำเร็จ
 
20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ยานอวกาศ อพอลโล 11 (Apoll XI) ขององค์การนาซา (NAZA) สหรัฐอเมริกา เป็นยานอวกาศลำแรกที่ลงจอดบนผิวของดวงจันทร์สำเร็จ อพอลโล 11 ถูกส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยจรวดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) ที่ฐานยิงจรวจที่แหลมเคเนดี มลรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมปีเดียวกัน อีกสี่วันต่อมาก็สามารถยลงจอดบริเวณ "ทะเลแห่งความเงียบสงบ” (Mare Tranquilitatis) ได้สำเร็จ ลูกเรือประกอบด้วย นีล อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) ผู้บังคับการ, เอดวิน อัลดริน (Adwin Aldrin) และ ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) อาร์มสตรองเป็นมนุษย์คนแรกที่ลงมาประทับรอยเท้าบนดวงจันทร์ ตามมาด้วยอัลดริน ทั้งสองได้ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหว กระจกเลเซอร์เครื่องวัด "ลมสุริยะ" และเก็บตัวอย่างหิน-ดิน 20.8 กิโลกรัม นำกลับโลก รวมเวลาอยู่บนดวงจันทร์ 21 ชั่วโมง 36 นาที ใช้เวลานับตั้งแต่ออกเดินทางจนกลับถึงโลก 195 ชั่วโมง 18 นาที 35 วินาที กลับถึงโลกในวันที่ 24 กรกฎาคม 2512 ยานอวกาศอพลอลโล 11 เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการอพอลโล” (Apollo Project) ซึ่งเกิดจากความปรารถนาของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี (John F. Kenedy) ที่ต้องการจะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ให้สำเร็จ และกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย หลายปีหลังจากโครงการนี้จบลง ได้มีผู้คนออกมาโต้แย้งว่า การเหยียบดวงจันทร์ครั้งนี้ของอาร์มสตรองเป็นเรื่องโกหก ภาพที่เห็นนั้นถ่ายทำขึ้นในสตูดิโอ โดยให้เหตุผลว่า ภาพที่ได้คมชัดมีคุณภาพดีเกินกว่าจะถ่ายในบรรยากาศขอดวงจันทร์ ธงชาติสหรัฐฯ โบกสะบัดทั้งๆ ที่บนดวงจันทร์ไม่มีลม และรอยเท้าของมนุษย์ในอวกาศไม่น่าจะเด่นชัดขนาดนั้น ฯลฯ แต่นาซาและนักวิทยาศาสตร์ต่างออกมายืนยันอีกครั้งและอธิบายว่าเป็นเพราะ บนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศคอยกรองแสง แดดจึงจ้ากว่าทุกแห่งในโลก บังคับให้ต้องใช้รูรับแสงเล็กมาก และความเร็วชัตเตอร์สูงมาก เราจึงเห็นฟ้ามืดในภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพ ส่วนเสาธงที่ปักอยู่บนดวงจันทร์มีราวสำหรับแขวนธงเพื่อไม่ให้ธงห้อยแฟบติดเสา แต่ทำราวแขวนให้สั้นกว่าผืนธงเล็กน้อย ธงจะได้ย่นนิดหน่อย ดูเหมือนกำลังโบกสะบัด และประเด็นเรื่องรอยเท้า แม้บรรยากาศบนดวงจันทร์จะแห้งสนิท แต่ฝุ่นบนดวงจันทร์ต่างจากฝุ่นบนโลก คือเป็นเม็ดฝุ่นละเอียดยิบที่ผิวหยาบและรูปทรงไม่สม่ำเสมอ เพราะผิวดวงจันทร์ถูกอุกกาบาตพุ่งชนนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเม็ดฝุ่นถูกเหยียบ ผิวหน้าของมันจะสานเกี่ยวติดกันทั้งแห้งๆ อย่างนั้น จึงคงรูปอยู่ได้ ฯลฯ
20 กรกฎาคม พ.ศ.2512 : คณะปฏิบัติการณ์ฝนหลวงเริ่มบินปฏิบัติการทดลองฝนเทียมเป็นครั้งแรก
 
20 กรกฎาคม 2512 คณะปฏิบัติการณ์ฝนหลวง เริ่มบินปฏิบัติการทดลองฝนเทียมกับเมฆฝนบนท้องฟ้าเป็นครั้งแรก บริเวณท้องฟ้าเหนืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา
21 กรกฎาคม พ.ศ.2512 : นีล อาร์มสตรอง ก้าวลงบนดวงจันทร์เป็นคนแรกในโลก
 
21 กรกฎาคม 2512 นีล อาร์มสตรอง เป็นคนแรกในโลกที่ก้าวลงบนดวงจันทร์ หลังจากที่ยานอพอลโล 11 ไปถึงดวงจันทร์อย่างสวัสดิภาพ พร้อมกับ เอ็ดวิน อัลดริน และ ไมเคิล คอลลินส์
22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 : ไทยประกาศสงครามกับกลุ่มมหาอำนาจกลาง
 
22 กรกฎาคม 2460 ไทยประกาศสงครามกับกลุ่มมหาอำนาจกลาง ซึ่งได้แก่ประเทศเยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี ในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย รัชกาลที่ 6 ทรงประกอบพระราชพิธีประกาศสงคราม ทรงถวายเครื่องสังเวยต่อ พระสยามเทวาธิราช และเทวดารักษากำภูฉัตร การประกาศสงครามครั้งนี้ ได้โปรดส่งทหารไทยไปร่วมรบในสมรภูมิยุโรปด้วย การเข้าร่วมสงครามครั้งนี้เกิดผลดีแก่ประเทศไทย เพราะเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยในสงคราม ไทยในฐานะผู้ชนะสงครามสามารถเจรจากับประเทศมหาอำนาจ จนแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ได้หลายฉบับ
23 กรกฎาคม พ.ศ.2457 : รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง "วรรณคดีสโมสร" ขึ้น
 
23 กรกฎาคม 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง "วรรณคดีสโมสร" ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย สนับสนุนให้แต่งเรื่องที่อ่านแล้วได้สาระประโยชน์ ด้วยปรากฏว่าเวลานั้นผู้แต่งหนังสือไม่ค่อยเอาใจใส่ภาษา การเรียบเรียงภาษาหรือการแปลมักเลียนตามแบบภาษาต่างประเทศ อันเป็นการทำลายภาษาไทยให้เสียไป นอกจากนี้ยังส่งเสริมการประพันธ์โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการไว้ตรวจคัดเลือกหนังสือที่แต่งดีเพื่อรับพระราชทานรางวัล นับเป็นรางวัลวรรณกรรมที่รัฐได้สร่งเสริมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ในการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรนี้ ได้โปรดให้สร้างพระราชลัญจกรขึ้นใหม่ เป็นรูปพระคเณศร์ เพื่อเป็นเครื่องหมายของวรรณคดีสโมสรด้วย
24 กรกฎาคม พ.ศ.2508 : อาภัสรา หงสกุล ได้รับเลือกเป็นนางงามจักรวาล
 
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 อาภัสรา หงสกุล (Apasra Hongsakula) นางสาวไทยคนที่ 14 ประจำปี 2507 ได้รับเลือกเป็น "นางงามจักรวาล” หรือ “Miss Universe" ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา นับเป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 เป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2502) ในขณะนั้นอาภัสรามีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. ในปีนั้นรองนางงามจัรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทสฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์ ปัจจุบันอาภัสราทำธุรกิจด้านความงามที่กรุงเทพฯ
24 กรกฎาคม พ.ศ.2479 : เรือหลวงแม่กลองได้รับการทำพิธีวางกระดูกงู
 
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เรือหลวงแม่กลอง ได้รับการทำพิธีวางกระดูกงูเมื่อเวลา 10.45 น. ณ อู่ต่อเรืออูรางา เมืองโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกองทัพเรือได้ว่าจ้างให้บริษัทมิตซุยบุชซันไกชาเป็นผู้ก่อสร้าง ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2479 มีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2480 เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2480 กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีต้อนรับเจิมเรือ และขึ้นระวางประจำการเรือในวันนั้น และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “เรือหลวงแม่กลอง” ตามชื่อของแม่น้ำแม่กลอง ที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม เรือรบลำนี้มีระวางขับน้ำ 1,400 ตัน ยาว 85 เมตร กว้าง 10.5 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร ใช้เครื่องจักรไอน้ำ 2 เครื่อง มีกำลัง 2,500 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 17 นอต (ไมล์ทะเล/ชั่วโมง) สามารถปฏิบัติการได้ไกล 5,700 ไมล์ อาวุธประจำเรือมีปืนขนาด 120 มม. จำนวน 4 กระบอก ปืนกล 20 มม. 2 กระบอก ตอร์ปิโด 45 ซม. 2 แท่นๆ ละ 2 ท่อ เครื่องบินทะเล จำนวน 1 เครื่อง ทหารประจำเรือรวม 173 คน ประจำการรับใช้ประเทศชาติในการป้องกันอาณาเขตทางทะเลอย่างเข้มแข็งมาตลอด ทั้งยังเคยจัดถวายเป็นเรือพระที่นั่ง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายครั้ง ปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 ปีต่อมากองทัพเรือได้จัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์เรือรบไทย” ขึ้นบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติปีกาญจนาภิเษก โดยกำหนดที่จะนำเรือหลวงแม่กลองมาอนุรักษ์ให้ประชาชาทั่วไปได้เข้าชม ปัจจุบันเรือหลวงแม่กลองเป็นเรือรบที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และมีเก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากเรือรบ GOANA JUATA ของประเทศเม็กซิโก

24 กรกฎาคม พ.ศ.2454 : ฮิแรม บิงแฮม นักโบราณคดีค้นพบ มาชู ปิกชู
 
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ฮิแรม บิงแฮม (Hiram BingHam III) นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ค้นพบ "มาชู ปิกชู" (Machu Picchu) นครโบราณของชาวอินคา (Inca) ที่หายสาบสูญไปนับศตวรรษ โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส ในระดับความสูง 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล อยู่ห่างจากเมืองคุสโซไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรู มีพื้นที่ประมาณ 325.95 ตารางเมตร มีการออกแบบภูมิทัศน์ และภูมิสถาปัตย์อย่างสวยงามและลงตัว มีสิ่งก่อสร้าง ปราสาท โบสถ์ วิหาร อ่างเก็บน้ำ ถนน และพื้นที่เพาะปลูก ลดหลั่นกันไปเป็นขั้นบันได แสดงให้เห็นความสามารถในเชิงช่างและสถาปัตยกรรมของชาวอินคาเมื่อหลายศตวรรษก่อนได้เป็นอย่างดี มาชู ปิกชูก่อสร้างในช่วงปี 1993 โดยชาวอินคา ชนเผ่าโบราณที่เคยก่อตั้ง จักรวรรดิอินคา (Inca Empire) ครองอำนาจคลอบคลุมดินแดนแถบอเมริกาใต้ เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงศตวรรษที่ 15-16 ภายหลังได้ถูกกองทัพสเปนเข้ามารุกราน และยึดครองได้ มาชู ปิกชูจึงถูกทิ้งไว้นานกว่าศตวรรษ กลายเป็นนครสาบสูญ จนกระทั่งบิงแฮมมาค้นพบในปี 2454 อีกสองปีต่อมาสมาคมภูมิศาสตร์นานาชาติ (National Geographic Society) ได้มาสำรวจและนำเสนอในนิตยสาร "เนชันแนล จีโอกราฟิก" (National Geographic) นครที่สาบสูญแห่งนี้จึงเริ่มรู้จักในวงกว้าง ต่อมาปี 2491 บิงแฮมก็เขียนหนังสือชื่อ "Lost City of the Incas" กลายเป็นหนังสือขายดีทันทีที่วางแผง ปี 2526 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่มรดกโลก ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2550 มาชู ปิกชูก็ได้รับการโหวดจากคนทั่วโลกให้เป็นหนึ่งใน "เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่" (New Seven Wonders of The World) ปัจจุบันมาชู ปิกชูเป็นโบราณสถานที่สำคัญและเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวของทวีปอเมริกาใต้ มีนักท่องเที่ยวกว่า 4 แสนคนต่อปี (สถิติในปี 2546)
25 กรกฎาคม พ.ศ.2437 : เกิดสงคราม จีน-ญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก
 
25 กรกฎาคม พ.ศ. 2437 สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งแรก (First Sino-Japanese War) เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อเรือลาดตระเวณของจักรวรรดิญี่ปุ่นยิงปืนใส่เรือรบของจีน สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2437-17 เมษายน 2438 เป็นการสู้รบกันระหว่าง ราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ของจีนกับ จักรพรรดิเมจิ (Meiji Emperor) แห่งญี่ปุ่น เพื่อครอบครอง คาบสมุทรเกาหลี (Korea) ในสมัยนั้นญี่ปุ่นได้พยายามพัฒนาประเทศทั้งทางทหารและอุตสาหกรรมให้ทันสมัยตามแบบชาติตะวันตก จึงต้องการขยายดินแดนมายังเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับป้องกันประเทศจากจักรวรรดินิยมตะวันตก อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่เหล็กและถ่านหิน ในอดีตเกาหลีเคยเป็นประเทศราชของจีนมายาวนานจนถึงสมัยราชวงชิง จีนเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ หลังจากพ่ายแพ้อังกฤษใน สงครามฝิ่น (Opium Wars) และ สงครามจีน-ฝรั่งเศส (Sino-French War) ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังฉายแรงรุ่งโรจน์ เหล่าขุนนางเกาหลีจึงตีตัวออกจากจีน ไปสร้างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและชาติตะวันตัก ญี่ปุ่นพยายามแพร่อิทธิพลเข้าครอบงำเกาหลีจนเกิดปะทะกับกลุ่มชาตินิยมเกาหลีซึ่งจีนให้การสนับสนุน ในที่สุดจีนกับญี่ปุ่นจึงลงนามใน สนธิสัญญากังฮวา (Treaty of Ganghwa) ในปี 2419 บังคับให้เกาหลีเปิดตลาดการค้ากับญี่ปุ่นและชาติอื่น ซึ่งนับเป็นการประกาศให้นานาชาติรู้ว่าเกาหลีเป็นไทจากจีนแล้ว แต่การเมืองภายในเกาหลีก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษ์ที่นิยมจีนกับฝ่ายก้าวหน้าที่นิยมญี่ปุ่น ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นก็เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2436 คิม โอ คยุน (Kim Ok-kyun) นักปฏิวัติชาวเกาหลีที่นิยมญี่ปุ่นถูกลอบสังหารในเมืองเซี่ยงไฮ้ นัยว่าเป็นการเตือนพวกกบฏที่นิยมญี่ปุ่นไม่ให้เคลื่อนไหว เหตุการณ์นี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับญี่ปุ่นอย่างมาก จากนั้นสถานการณ์ก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจักรพรรดิเกาหลีขอความช่วยเหลือให้จีนส่งทหารมาช่วยปราบกบฏ โดยส่งทหารจีน 2,800 นายไปเกาหลี ภายใต้การนำของ หยวน ซื่อไข่ (Yuan Shikai) ฝ่ายญี่ปุ่นถือว่าการกระทำของจีนครั้งนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างรุนแรง จึงตอบโต้จีนโดยการส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วแปดพันนายไปยังเกาหลีเช่นกันทหารญี่ปุ่นได้เข้ายึดพระราชวังและจับกุมจักรพรรดิเกาหลี เปลี่ยนรัฐบาลใหม่เป็นพวกนิยมญี่ปุ่น และขับไล่จีนออกจากเกาหลี ในที่สุดกองเรือของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มปะทะกัน ผลจากสงครามครั้งนี้จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนต้องยอมเจรจาสงบศึก โดยลงนามใน สนธิสัญญาชิโมโนเซกิ (Treaty of Shimonoseki) ยินยอมยกเกาหลีให้อยู่ในความดูและของญี่ปุ่น และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ญี่ปุ่น 200 ล้านตำลึง (Kuping taels) ฝ่ายจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บราว 35,000 คน ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิตราว 13,823 คนบาทเจ็บอีก 3,973 คน
26 กรกฎาคม พ.ศ.2522 : กรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติภูเรือ
 
26 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 กรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้ง "อุทยานแห่งชาติภูเรือ" นับเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 16 ของไทย มีเนื้อที่ทั้งหมด 120.84 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ครอบคลุม อ. ภูเรือ และ อ. ท่าลี่ จ. เลย สาเหตุที่ได้ชื่อว่า “ภูเรือ” เพราะมีภูเขาลูกหนึ่งที่มีชะโงกผาสีสันสะดุดตายื่นออกมาดูคล้ายสำเภาใหญ่ และที่ราบบนยอดเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือ ภูมิประเทศของภูเรือเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินทราย บางส่วนเป็นหินแกรนิต หินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า "กว้านสมอ" รอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำและหมอกปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศบนยอดดอยจึงหนาวเย็นตลอดทั้งปี จุดที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะเช่นนี้เองจึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญก่อให้เกิดลำธารหลายสาย เช่น ห้วยน้ำด่าน ห้วยบง ห้วยเกียงนา ห้วยทรายขาว ห้วยติ้ว และห้วยไผ่ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกห้วยไผ่ที่สวยงาม ภูเรือมีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนเขา ในป่าภูเรือเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น หมี เก้ง กวางป่า หมูป่า หมาไน ลิง พญากระรอกดำ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ป่า กระต่ายป่า เต่าเดือย เต่าปูลูและนกชนิดต่างๆ ที่สวยงามอีกมากมาย โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะอพยพมาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก
26 กรกฎาคม พ.ศ.2418 : วันเกิด คาร์ล ยุง นักคิดผู้ก่อตั้งสำนัก จิตวิทยาวิเคราะห์
 
26 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 วันเกิด คาร์ล ยุง (Carl Gustav Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส นักคิดผู้ก่อตั้งสำนัก "จิตวิทยาวิเคราะห์" (analytical psychology) เกิดที่เมืองทรัวเกา (Thurgau) แถบตะวันออกเฉียงเหนือของสวิสเซอร์แลนด์ ในวัยเด็กพ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน หลังจากแม่ป่วยพ่อของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับอา ยุงจึงเติบโตเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวและครุ่นคิดอยู่คนเดียว เขาหาทางออกด้วยการแกะสลักดินสอหรือเขียนชื่อตัวเองในเศษกระดาษเป็นภาษาลับ ซึ่งทำให้จิตใจของเขาสงบ ตอนแรกเขาต้องการเรียนโบราณคดี แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน เขาจึงหันไปเรียนแพทย์ที่หมาวิทยาลัยบาเซิล (University of Basel) ในช่วงปีหลังๆ เขาหันมาสนใจจิตแพทย์ เขาเริ่มงานในโรงพยาบาลโรคจิตที่เมืองซูริค ปี 2449 เขาเขียนหนังสือเล่มแรกคือ "Studies in Word Association" ซึ่งได้ส่งให้ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยารุ่นพี่ที่กำลังมีชื่อเสียงด้วย ต่อมาทั้งสองได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมงานกันนาน 6 ปี ก่อนจะมีความขัดแย้งทางความคิดกันในภายหลัง ในปี 2456 ยุงตีพิมพ์หนังสือ "The Psychology of the Unconscious" ซึ่งสะท้อนความคิดของเขาว่าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของฟรอยด์ที่เชื่อว่า แรงขับทางเพศเป็นแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งบุคลิกภาพจึงไม่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่วัยเด็กอย่างที่ฟรอยด์คิด แต่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด และยังประกอบด้วยปมต่างๆ หรือกลุ่มของความทรงจำและความนึกคิด ซึ่งเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราพยายามจะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นบุคลิกเฉพาะของตัวเอง หลังจากนั้นยุงหันมาพัฒนาทฤษฎีของตนเอง โดยพยายามทำความเข้าใจจิตไร้สำนึกด้วยการวิเคราะห์สัญลักษณ์ที่อยู่ลึกลงไปในประสบการณ์ทางศาสนา ตำนานปรัมปรา และความฝัน ยุงเชื่อว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจาก "จิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ" (Collective Unconscious) ซึ่งเขาเชื่อว่าความคิดและคุณค่าต่างๆ นั้น มนุษย์ได้รับตกทอดมาโดยไม่รู้ตัว วิธีการบำบัดของยุงจะค่อยๆ ทำให้คนไข้ค่อยๆ รู้สึกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ ในบั้นปลายชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาออกเดินทางเพื่อเรียนรู้ปัญญาญาณของมนุษย์ในดินแดนต่างๆ เช่น อเมริกาเหนือ เคนย่า และอินเดีย ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสนา ภูมิปัญญาและความคิดอันลึกซึ้ง อาทิ พระคริสตธรรม ฮินดู พุทธ เต๋า หรือลัทธิเหตุผลนิยม (Gnosticism) และการเดินทางทำให้เขาได้พบกับ “ตัวตน” และประสบการณ์สูงสุดในศาสนา ยุงเชื่อว่ามนุษย์จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ไกลกว่าเพียงเรื่องของวัตถุ คือต้องไปให้ถึงจิตวิญญาณ มนุษย์เองมีขีดความสามารถซ่อนลึกอยู่ภายใน เช่นเดียวกับลูกโอ๊คที่สามารถเติบโตเป็นต้นโอ๊ค หรือดักแด้ที่สามารถเติบโตเป็นผีเสื้อปีกสวยได้ ยุงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2504 ที่เมืองซูริค สวิสเซอร์แลนด์
27 กรกฎาคม พ.ศ.2464 : เฟรเดอริก แบนติง แถลงข่าวการค้นพบฮอร์โมน อินซูลิน
 
27 กรกฎาคม พ.ศ. 2464 เฟรเดอริก แบนติง (Frederick G. Banting) นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ประเทศแคนนาดา แถลงข่าวการค้นพบฮอโมน “อินซูลิน” (insulin) โดยเขากับ ชาร์ลส์ เบสท์ (Charles Herbert Best) ผู้ช่วยได้ศึกษาเรื่องกลุ่มของเซลล์ "lslets of Langerhans” ที่กระจายอยู่ในตับอ่อน (Pancreas) พบว่าเซลล์ดังกล่าวทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายให้กลายเป็นความร้อนและพลังงาน พวกเขาเรียกฮอร์โมนชนิดนี้ว่า "อินซูลิน” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า "Insula” ที่แปลว่า เกาะ การค้นพบอินซูลินนับเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาสาเหตุของ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus/DM) ทั้งนี้ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานถึงขนาดมีมดขึ้นได้ การค้นพบอินซูลินครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ในปี 2466 โดยแบ่งเงินรางวัลส่วนหนึ่งให้เบสท์ผู้ช่วยของเขาด้วย

28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 : วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
 
วันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (Vajiralongkorn, Crown Prince of Thailand) ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2515
 
ทรงสำเร็จการศึกษาขึ้นต้นจากโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูน (Royal Military College, Duntroon) เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย หลังจากเสด็จกลับประเทศไทย ทรงรับราชการทหาร และศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46
 
จากนั้นทรงศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่นที่ 2 เมื่อปี 2525 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร จากประเทศอังกฤษเมื่อปี 2533 ทรงเข้าสู่พระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 จากนั้นทรงอภิเษกสมรสกับ หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา
 
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2522 และทรงอภิเษกสมรสอีกครั้งกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งทรงมีพระโอรสคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548
28 กรกฎาคม พ.ศ.2457 : สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I)
 
สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ ออสเตรีย-ฮังการี (Austria-Hungary) ประกาศสงครามกับ เซอร์เบีย (Serbia) ภายหลังจาก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand, Archduke of Austria) อาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์โดยชาวเซิร์บหัวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2457 ทั้งนี้สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นความขัดแย้งทางการทหารระหว่างฝ่าย พันธมิตร (Allied Powers) คือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา กับฝ่าย มหาอำนาจกลาง (Central Powers) คือ เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี และ จักรวรรดิอ็อตโตมาน
 
สาเหตุเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จนก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มหาอำนาจต่างๆ ในตะวันตกจึงออกล่าอาณานิคมเพื่อกระจายสินค้าและแสดงแสนยานุภาพทางทหาร จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในยุโรปหลายฝ่ายคือ การแข่งขันระหว่างออสเตรียกับรัสเซียเพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรบอลข่าน และความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ภายหลังจากอาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์ ประเทศต่างๆ ที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ในที่สุดจึงประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ กลายเป็นสงครามใหญ่ ในช่วงแรกฝ่ายมหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายมีชัย
 
กระทั่งในปี 2458 เรือดำน้ำเยอรมันโจมตีเรือโดยสารของอังกฤษซึ่งมีผู้โดยสารชาวอเมริกันอยู่ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในปี 2460 ฝ่ายพันธมิตรจึงได้เปรียบมากขึ้นในปีเดียวกันรัสเซียเริ่มมีปัญหาภายในจึงได้ถอนตัวออกจากสงคราม ฝ่ายมหาอำนาจกลางเริ่มตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ในที่สุดเยอรมนีต้องยอมเจรจาสงบศึกและลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Versailles Treaty)
 
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2462 ซึ่งนับเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ระบุให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหารและอาวุธ ถูกยึดดินแดนอาณานิคม ทำให้เศรษฐกิจเยอรมันตกต่ำ ประชาชนตกงาน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศ ชาวเยอรมันโกรธแค้นมาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนี้ สร้างกระแสชาตินิยม ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และพัฒนาอุตสาหกรรมและการทหาร จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II)
 
ในอีก 20 ปีต่อมา สงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระดับโลกครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 8 ล้านคนและบาทเจ็บอีกกว่า 16 ล้านคน ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แผนที่ยุโรปเปลี่ยนไปเนื่องจากการล่มสลายของจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ๆ อีกหลายประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเทศยุโรปหลายแห่งต่างเป็นลูกหนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเติบโตจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกหลังจากสงครามนี้
29 กรกฎาคม พ.ศ.2524 : เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์ เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ หรือ เจ้าหญิงไดอานา
 
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (HRH the Prince Charles, The Prince of Wales) มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์ พระราชโอรสองค์โตแห่งสมเด็จพระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth II) เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ (Diana Frances Spencer) ที่มหาวิหารเซนต์ปอล ในกรุงลอนดอน ขณะพระองค์มีพระชนมายุ 30 พรรษา ส่วนเลดี้ไดอานามีสตรีสามัญชนแห่งตระกูล “สเปนเซอร์” มีอายุ 19 ปี
 
ในวันเดียวกันทั้งสองพระองค์ได้จุมพิตต่อหน้าประชาชนเป็นครั้งแรกบนระเบียงพระราชวังบัคกิ้งแฮม มีแขกได้รับเชิญจำนวนกว่า 3500 คน และมีการถ่ายทอดสดงานแต่งงานแห่งศตวรรษนี้ไปทั่วโลก หลังจากนั้นเลดี้ไดอานาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น "เจ้าหญิงไดอานา มกุฎราชกุมารีแห่งเวลส์” (Diana, Princess of Wales) ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสสองพระองค์ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียม แห่งเวลส์ (Prince William of Wales) และ เจ้าชายแฮร์รี แห่งเวลส์ (Prince Henry of Wales)
 
ภายหลังทั้งสองพระองค์มีปัญหาด้านความสัมพันธ์และทรงหย่ากันในวันที่ 28 สิงหาคม 2539 ปีต่อมาเจ้าหญิงไดอานาก็สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็ทรงเข้าพิธีอธิเษกสมรสใหม่กับ คามิลลา ปากเกอร์ โบลส์ (Camilla Parker Bowles) อดีตคนรักซึ่งเคยคบหากันก่อนที่พระองค์จะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไดอานา
 
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2548 หลังจากนั้นคามิลาก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็น เจ้าฟ้าหญิงดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ (Her Royal Highness the Duchess of Cornwall)
29 กรกฎาคม พ.ศ.2426 : วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี ผู้สถาปนาลัทธิ ฟาสซิสม์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี
 
29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426 วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ผู้สถาปนาลัทธิ "ฟาสซิสม์” (Fascism) นายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี เกิดในครอบครัวที่ยากจนในเมืองเปรแดปปิโอ (Predappio) แคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา (Emilia-Romagna) ทางตอนเหนือของอิตาลี มารดาเป็นครู บิดาเป็นช่างเหล็กที่เลื่อมใสลัทธิสังคมนิยม ตอนแปดขวบเขาถูกไล่ออกจากโบถส์เพราะแกล้งผู้อื่น จากนั้นถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำแต่ก็ถูกไล่ออกเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนคนอื่นและครู ตอนอายุ 19 ปีเขาหนีหนารโดยย้ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไมเป็นหลักแหล่งจนถูกจับในข้อหาคนจรจัด ในที่สุดก็ต้องกลับบ้านเกิดไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี (Italian Socialist Party) เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคคือ "L’Avvenire del Lavoratore" (อนาคตของกรรมาชีพ) เขาเขียนนิยายเรื่อง "Claudia Particella, l’amante del cardinale" (The Cardinal’s Mistress) ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในปี 2453 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (2457-2462) ในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของพรรคสังคมนิยม เขาพยายามผลักดันให้พรรคเห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลในการเข้าร่วมสงคราม ในที่สุดก็ถูกขับออกจากพรรค เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารและได้รับบาทเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังสงครามสงบลง มุสโสลินีก็สถาปนาลัทธิฟาสซิสม์ขึ้นที่เมืองมิลานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2461 โดยได้รับอิทธิพลจาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปีต่อมามุสโสลินีก่อตั้ง "พรรคฟาสซิสม์" (National Fascist Party) ขึ้นที่กรุงโรม เพื่อเตรียมกองกำลังปฏิวัติอิตาลีในปี 2465 เปลี่ยนอิตาลีเป็นรัฐฟาสซิสม์ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2465 ประชาชนผู้เลื่อมใสต่างเรียกเขาว่า "il Duce" (ท่านผู้นำ) จากนั้นเขาก็สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภา แทนด้วย "รัฐบรรษัท" (Corporate State) รวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน ยึด อบิสซีเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) เป็นเมืองขึ้นในปี 2479 พร้อมกับเข้าร่วมกับฝ่าย นายพลฟรังโก (Francisco Franco) ใน สงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) และผนวก อัลบาเนีย (Albania) เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี ปี 2483 เขานำอิตาลีเข้าร่วมฝ่าย "อักษะ" (Axis Power) ของฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอย่างต่อเนื่อง มุสโสลินีก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำอิตาลีในปี 2486 เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเคหสถาน จากนั้นหน่วยคอมมานโดของเยอรมันบุกชิงตัวออกมาได้ ฮิตเลอร์ช่วยจัดตั้งรัฐบาลหุ่นให้เขาที่เมืองซาโล (Salo) เขตยึดครองของเยอรมนีริมทะเลาสาบการ์ดา (Garda Lake) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ มุสโสลินีก็ถูกฝ่ายต่อต้านเผด็จการจับกุมตัวได้ในปี 2488 ถูกสำเร็จโทษในวันที่ 28 เมษายน 2488 แล้วนำศพของเขาไปแขวนประจานที่เมืองโคโมและเมืองมิลาน ทั้งนี้ “ฟาสซิสม์” คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เชิดชูอำนาจของผู้นำและลัทธิชาตินิยม โดยผู้นำจะรวบอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ฟาสซิสม์เชื่อว่ารัฐมีความสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล จึงสนับสนุนให้ประชาชนอุทิศตนเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจึงต้องทำงานเพื่ออุทิศแก่รัฐ ฟาสซิสม์มีแนวคิดแบบทหารขวาจัด ดูถูกประชาธิปไตย แต่ชิงชังคอมมิวนิสต์ เคยเฟื่องฟูในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เริ่มเสื่อมความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาสซิสม์เคยมีอิทธิพลในหลายประเทศ เช่น อิตาลี สเปน เยอรมนี ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
30 กรกฎาคม พ.ศ.2470 : โชคสองชั้น ภาพยนตร์ฝีมือของคนไทยเรื่องแรก ออกฉายสู่สาธารณชน
 
30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 "โชคสองชั้น" ภาพยนตร์ฝีมือของคนไทยเรื่องแรก ออกฉายสู่สาธารณชนที่ โรงภาพยนตร์พัฒนากร กรุงเทพฯ ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก นับว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีมหาชนไปดูกันมากที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังเงียบ ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำขนาด 35 มม. ผลิตโดยกลุ่ม "กรุงเทพฯ ภาพยนตร์บริษัท” ของพี่น้องตระกูล "วสุวัต" อำนวยการสร้างโดย นายมานิต วสุวัต บทภาพยนตร์โดย หลวงบุณยมานพพานิช ถ่ายภาพโดย หลวงกลการเจนจิต ตัดต่อโดย นายกระเศียร กำกับโดย หลวงอนุรักษ์รัถการ นอกจากนี้ยังได้จ้างทีมงานบางส่วน และอุปกรณ์การถ่ายทำ จากกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการ ผลิตภาพยนตร์ที่มีศักยภาพที่สุด ในขณะนั้นมาช่วยถ่ายทำด้วย เรื่องราวของ ’โชคสองชั้น’ เป็นเรื่องราวของ กมล นายอำเภอหนุ่มที่ได้รับมอบหมายให้มาจับโจรร้ายที่หลบหนีมาซ่อนตัวในกรุงเทพฯ ในระหว่างนี้ กมลได้พบรักกับ วลี นางเอกที่มีหนุ่มหมายปองอยู่แล้ว คือ วิง ซึ่งเป็นคนร้ายที่พระเอกตามหาอยู่ ในที่สุดพระเอกก็ตามจับคนร้ายได้ จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ’โชคสองชั้น’ คือได้ทั้งจับคนร้ายและได้พบรักกับนางเอก หอสมุดแห่งชาติได้ค้นพบฟิล์มและพิมพ์สำเนาใหม่เอาไว้ได้เพียง 42 ฟุต คิดเป็นภาพนิ่งทั้งหมด 1,319 ภาพ รวมความยาวประมาณ 1 นาที แต่ก็นับว่าเป็นนาทีที่มีคุณค่า เพราะเป็นประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยในยุคเริ่มต้น
31 กรกฎาคม พ.ศ.2466 : เริ่มมีรถแท็กซี่ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
 
31 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 รถแท็กซี่ (Taxi) เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดย พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็กออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า-หลังของตัวรถ คิดค่าโดยสารเป็นไมล์ โดยตกไมล์ละ 15 สตางค์ ซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบราคากับค่าโดยสารในปัจจุบัน ในสมัยนั้นจึงนิยมเรียกกันว่า "รถไมล์" เพราะเก็บค่าโดยสารตามเลขไมล์ระยะทางที่วิ่ง ในสมัยบุกเบิกใหม่ๆ นั้นมีรถแท็กซี่อยู่เพียง 14 คัน แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องเลิกกิจการในที่สุด เนื่องจากค่าโดยสารแพง ผู้ใช้บริการยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับเมืองกรุงเทพฯ ยังมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่นๆ อยู่มากและราคาถูกกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่อีกครั้ง รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อ เรโนลต์ (Renault) สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า "เรโนลต์" ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีชุกชุมในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับรถแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันมากขึ้น จนระบาดไปต่างจังหวัด จนต้องมีการควบคุมกำหนดจำนวนรถมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันแท็กซี่ในเมืองไทยเป็นรถปรับอากาศ ติดมิเตอร์คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางและเวลา โดยเริ่มต้นที่ 35 บาท พร้อมทั้งมีมีวิทยุสื่อสาร บางคันอาจมีทีวีให้ดูในระหว่างการเดินทางด้วย