องค์ที่ 84 สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเซอร์จีอุส ที่ 1 (St. Sergius I ค.ศ.687-701)

 

สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเซอร์จีอุส ที่ 1
 
(St. Sergius I  ค.ศ. 687-701)
 
พระองค์มีเชื้อสายชาวซีเรีย คงเกิดที่ซีเรียและมาเติบโตที่พาเลโม อิตาลี ได้รับการศึกษาที่นั่น ต่อมาได้มาที่โรม และได้บวชเป็นพระสงฆ์ที่โรมนี่เอง พระองค์รับใช้พระศาสนจักรระหว่างสมัยปกครองของพระสันตะปาปาอาเดโอดาตุส ที่ 2 ถึงพระสันตะปาปาโคนอน เมื่อเกิดปัญหาการแย่งอำนาจของอัครสงฆ์เธโอดอร์และอัครสังฆานุกรปัสกัล ฝ่ายบ้านเมือง ได้แก่ ฝ่ายทหาร ข้าราชการและพลเรือนจึงพร้อมใจกันเลือกท่านเซอร์จีอุสให้เป็นพระสันตะปาปาแทน ฝ่ายจักรพรรดิไบเซนไทน์เองก็รับรองการเลือกนี้ ในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 687 จากนั้นพวกชาวเมืองก็พากันบุกพระราชวังลาเตรัน ซึ่งทั้งฝ่ายของเธโอดอร์ และปัสกัลยึดไว้คนละส่วน เมื่อยึดได้แล้วก็ประกาศแต่งตั้งพระสันตะปาปาที่ถูกต้องคือ ท่านเซอร์จีอุสให้เป็นผู้นำสูงสุด ภายหลังผู้แทนของจักรพรรดิคือเอ็กซาร์กแห่งราเวนนา (เป็นชื่อตำแหน่งผู้แทน) เองก็ให้การยอมรับ และรับรองว่าท่านเซอร์จีอุสคือพระสันตะปาปาที่ถูกต้อง (โดยมีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายค่าสินบนที่ปัสกัลค้างหนี้ไว้นั้นด้วย) ระหว่างสมัยปกครองพระสันตะปาปาเซอร์จีอุสต้องเผชิญกับแรงบีบจากทางไบเซนไทน์ เกี่ยวกับเรื่องการยอมรับอำนาจของพระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิลว่าเสมอเท่าอำนาจของพระสันตะปาปาแห่งโรมและคัดค้านกฤษฎีกาแห่งตุลโลที่อนุญาตให้พระสงฆ์แต่งงานได้ เรื่องนี้พระสันตะปาปาเซอร์จีอุสไม่ยอม ดังนั้นฝ่ายไบเซนไทน์จึงให้ซักคารีอัสยกกองทัพมายึดโรมไว้และบังคับให้พระสันตะปาปายอมรับในข้อเรียกร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตามกองทัพไบเซนไทน์ที่ประจำอยู่ที่ราเวนนากลับให้การสนับสนุนพระสันตะปาปาเซอร์จีอุส กองทัพของราเวนนาได้โจมตีโรมและไล่ต้อนกองทัพไบเซนไทน์ไปจนมุมที่พระราชวังลาเตรัน ซักคารีอุสแม่ทัพเองกลับหนีไปหลบซ่อนอยู่ในห้องบรรทมของพระสันตะปาปา ขณะที่แม่ทัพของราเวนนาและชาวเมืองกำลังเจรจาอยู่กับพระสันตะปาปานั้น ซักคารีอุสได้หลบอยู่ใต้ที่บรรทมของพระสันตะปาปานั่นเอง
 
เมื่อเจรจาสำเร็จซักคารีอุสก็ออกมา และยอมรับความพ่ายแพ้ เดินทางกลับคอนสแตนติโนเปิล  เพื่อรายงานแก่จักรพรรดิจัสติเนียน แต่เมื่อถึง คอนสแตนติโนเปิลแล้ว ก็พบว่าจักรพรรดิจัสติเนียนถูกล้มบัลลังก์พอดี พระสันตะปาปาเซอร์จีอุสได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ซ่อมแซมบูรณะโบสถ์วิหารที่พังทลายเนื่องจากสงคราม นอกนั้นพระองค์ยังสั่งให้ฟื้นฟูดนตรีศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมต่างๆ ของพระศาสนจักรใหม่ ทรงนำบทภาวนา “ลูกแกะพระเจ้า...ผู้พลีพระชนม์เพื่อยกบาปของโลก ขอทรงพระกรุณาเทอญ...” ใช้สวดในพิธีมิสซา ทั้งยังเป็นผู้ทรงริเริ่มเทศกาลการฉลองการถวายพระกุมารในพระวิหาร (พิธีเสกเทียน) ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อถวายเกียรติแด่พระนางมารีอาผู้ปฏิสนธินิรมล นำพระเยซูเจ้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อถวายพระองค์แด่พระบิดาเจ้าคริสตชนยังคงเฉลิมฉลองพิธีเสกเทียนสืบมาจนทุกวันนี้ พระองค์สิ้นพระชนม์วันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 701