คุณพ่อ เอมิล เลอแฟรล

 
 
คุณพ่อ เอมิล เลอแฟรล
 
คุณพ่อ เอมิล เลอแฟรล  เกิดวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1913  ที่ตำบลแวรเยร์  สังฆมณฑลแรนส์ อิเลวิแลน คุณพ่อเรียนชั้นมัธยมที่บ้านเณรเล็กซาโตยิรอง เข้าบ้านเณรใหญ่เมืองแรนส์  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931-1935  เข้าบ้านเณรมิสซังต่างประเทศ วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1935 บวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1938  และรับมอบหมายให้ไปเป็นมิชชันนารีที่มิสซังอีปิน ประเทศจีน วันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1938  คุณพ่อถูกไล่ออกจากประเทศจีน วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1951
 
คุณพ่อไปพักผ่อนที่บ้านเกิดเมืองนอนในมณฑลเบลอตาญ แล้วต่อจากนั้นรับมอบหมายให้มามิสซังกรุงเทพฯถึงประเทศไทย วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1952  พระสังฆราชโชแรง  ส่งคุณพ่อไปภาคเหนือ ที่อำเภอพาน  เรียนภาษาไทย  เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว คุณพ่อเลอแฟรล เลือกไปแพร่ธรรมในกลุ่มคริสตชนที่ยากที่สุดของมิสซังคือ เวียงป่าเป้าจากเมืองพานไปถึงเวียงป่าเป้า ระยะทาง 92 กิโลเมตรนั้น 18 กิโลเมตรเป็นทางดี 32 กิโลเมตรเป็นทางดีพอใช้  และอีก 42 กิโลเมตรสุดท้าย เป็นทางเดินขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ มีรถผ่านได้เฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น  มีสะพานแคบๆ ไม่ทนทานหลายๆ แห่ง
 
คุณพ่อเลอแฟรล ที่เวียงป่าเป้า  และคุณพ่อแวรดิแอร์ ที่เมืองพาน  ผลัดกันไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันเดือนละครั้ง เพื่ออยู่ร่วมกันสักวันหนึ่ง ปกติ หน้าแล้ง คุณพ่อเลอแฟรล ไม่ขึ้นรถสองแถว แต่ขี่จักรยานไปตลอดทาง  เมื่อเริ่มต้นหรือปลายฤดูฝน คุณพ่อใช้รถจักรยาน บางทีคุณพ่อขี่จักรยาน บางเวลาคุณพ่อก็ต้องแบกรถจักรยานไป  เมื่อถึงที่แล้วก็เหนื่อยแทบตาย  แต่พอเป็นกลางฤดูฝน ก็ยิ่งยากขึ้นอีก ไม่ต้องพูดเรื่องรถโดยสารหรือรถจักรยานแล้ว เพราะคุณพ่อต้องเดินลงลุยน้ำและโคลนตลอดเวลา 2 วัน  ใต้แสงแดดที่แผดเผา หรือท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำอย่างหนัก
 
โดยที่มิได้มีพระสงฆ์ประจำที่เวียงป่าเป้านานมาแล้ว เรื่องต่างๆ ก็ไม่สู้ได้รับการเอาใจใส่เท่าใดนักในด้านวัตถุและด้านจิตใจ เมื่อคุณพ่อเลอแฟรล ไปถึงเวียงป่าเป้า มีแต่อาคารใหญ่หลังเดียวเก่าๆ กำลังผุพังลง  ซึ่งมีอยู่มาตั้งแต่สร้างวัดหลังนี้ขึ้นโดย คุณพ่ออาทานาส ในสมัยที่คุณพ่อเมอนิเอร์ ยังเป็นเจ้าอาวาสเขตภาคเหนือ และอาคารหลังนี้เคยใช้เป็นทั้งวัดเป็นห้องพ่อ เป็นห้องประชุม เป็นโรงพักแรม อาคารเก่าหลังนี้ไม่มีอีกแล้ว บัดนี้ ก็มีบ้านสวยงามแข็งแรง 2 ชั้นมาแทนที่ และวัดใหม่กว้าง 9 เมตร ยาว 22 เมตร เกือบสร้างเสร็จแล้ว อาคารทั้ง 2 นี้ เป็นฝีมือของคุณพ่อเลอแฟรล ผู้เป็นช่างทำได้สารพัดทุกอย่าง คุณพ่อตั้งใจ ที่จะบูรณะวัดอีกหลายอย่าง มีโครงการจะสร้างบ่อน้ำ สร้างบ้านพักภคินี สร้างโรงเรียน  วัด ฯลฯ คุณพ่อทำสวนสับปะรด และสวนผัก อยู่ริมห้วย ซึ่งมีระหัดวิดน้ำตลอดเวลา นอกนั้น คุณพ่อพอรู้จักรักษาโรคต่างๆ  คุณพ่อจึงได้รวบรวมยาต่างๆ ทั้งแผนใหม่และแผนโบราณ มีเครื่องผ่าตัดเล็กๆ น้อยๆ ด้วย
 
กิจการต่างๆ ด้านวัตถุนี้ มิได้ทำให้คุณพ่อลืมวิญญาณสัตบุรุษ ที่ 2 ห้องชั้นล่างของบ้าน คุณพ่อจัดห้องหนึ่งเป็นห้องยา อีกห้องเป็นห้องแปลคำสอน โดยความมุ่งหมายของ คุณพ่อ คือ รักษาร่างกาย เพื่อจะได้เข้าถึงวิญญาณด้วย ห้องแปลคำสอนดังกล่าว คุณพ่อได้จัดเป็นพิเศษจัดให้มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งแถบนั้น ยังไม่เคยมีเลย โดยใช้เครื่องปั่นไฟ และมีการฉายภาพยนต์เพื่อสอนคำสอน ทุกๆ ค่ำ ตั้งแต่ 1-2 ทุ่ม มีคริสตังทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มาฟังคำสอนและชมภาพยนตร์ นอกจากการประชุมหัวค่ำดังนี้ คุณพ่อยังใช้ส่วนหนึ่งของทุกๆ วัน สอนพวกเด็กและผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งในจำนวนนี้ มีคริสตังที่เคยผ่านศาสนา กลับมาอีก และมีคริสตังสำรองด้วย เมื่อพวกคริสตังสำรองไม่มาฟังคำสอน คุณพ่อก็อุตส่าห์ไปสอนคำสอนถึงบ้านพวกเขา
 
การที่สัตบุรุษคริสตังเวียงป่าเป้าสวดภาวนาอย่างช้าๆ พร้อมกันอย่างเรียบร้อย การขับร้อง ท่าทางเด็กช่วยมิสซา ฯลฯ ทุกสิ่งเหล่านี้แสดงว่า คุณพ่อเลอแฟรล ได้เอาใจใส่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำตามนิสัยธรรมชาติ ต้องการให้สมบูรณ์แบบทุกอย่างทั้งในด้านจิตใจและด้านวัตถุ
 
ชีวิตการงานของคุณพ่อนี้ ก็จบลงโดยกระทันหัน อย่างน่าสยดสยอง เย็นวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1956  อันเป็นวันอาทิตย์ ชั้นล่างบ้านพักของคุณพ่อตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น มี 2 ห้อง และในระหว่าง 2 ห้องนี้ มีทางเดินกว้างขวาง ตอนปลายทางเดินนี้มีบันไดขึ้นชั้นบน ชั้นบนนี้ ตรงกับห้องแปลคำสอน มี 2 ห้องๆ ทำงานและห้องนอน ฝั่งตรงกันข้ามเหนือห้องยา มีอีก 2 ห้องๆ หนึ่งใช้เป็นห้องอาหาร และอีกห้องใช้สำหรับเป็นที่นอนพักของพระสงฆ์ที่ไปเยี่ยม ตรงกลางเป็นเหมือนทางเดินกว้าง ด้าน หน้าด้านหลัง มีระเบียง  บ้านคุณพ่ออยู่ห่างจากถนนหลวงสัก 10 นาทีได้  ระหว่างหมู่บ้านกับวัด
 
มีทุ่งนา มีกลุ่มบ้าน 2-3 หลัง  ใกล้ๆ บ้านคุณพ่อมีแต่บ้านครอบครัว  พ่อครัวของคุณพ่อและบ้านของคนทำสวน พวกหนุ่มๆ เคยมาเล่นฟุตบอลหน้าวัด ราว 6 โมงเย็น ต่างคนต่างกลับบ้าน เวลา 1 ทุ่ม   เขากลับมาเพื่อฟังคำสอน ชมภาพยนตร์ และคงกลับบ้านของคนในราว 2 ทุ่ม ในเวลานั้นเองคุณพ่อ เคยปิดประตูชั้นล่าง และขึ้นพักชั้นบน
 
เย็นวันนั้นตามเคย คุณพ่อเลอแฟรล รับอาหารเวลา 6 โมงเย็น เกือบจะมืดแล้ว คุณพ่อจุดตะเกียงเข้าไปที่ห้องทำงาน คอยคริสตังที่จะกลับมาประชุม 1 ทุ่ม ขณะนั้นเองมีผู้ร้าย 2 คน ซึ่งแอบซุ่มอยู่เป็นชั่วโมง ขึ้นไปชั้นบน คนที่ 3 อยู่ข้างล่างดูลาดเลา คนที่ 3 นี้เป็นคนต่างศาสนามาจากหมู่บ้าน เคยมาเล่นฟุตบอลหลายครั้งกับพวกคริสตัง คนนี้แหละที่จะถูกจับกุมเป็นคนแรกในภายหลัง สารภาพว่า ตนได้นำพวกผู้ร้ายอีก 2 คนมา และจะเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็นมาอย่างไร ก่อนและหลังฆาตกรรม
 
เมื่อได้เห็นผู้ร้าย 2 คนถืออาวุธมาถึงห้องของคุณพ่อโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น คุณพ่อก็ร้องเสียงดังครั้งหนึ่ง พ่อครัวของคุณพ่อซึ่งกำลังรับอาหารที่บ้านของตน ก็ไม่ทันสังเกตว่าเสียงนั้นเป็นเสียงแบบไหน และนึกว่าคุณพ่อเรียกเขาไปหา เขาเดินไปไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงปืนลั่นมาจากห้องคุณพ่อ ทำให้เขาตกใจหยุดอยู่กับที่ เป็นที่แน่ใจว่า มีคนร้ายมา คุณพ่อไม่สามารถทำอะไรได้ เขาเห็นผู้ร้าย 2 คนถือไฟฉายเข้าห้องนี้ออกห้องโน้น ขณะที่บรรดาสัตบุรุษที่ได้ยินเสียงปืน ก็วิ่งมาจากทุกทิศ ทุกทาง เมื่อพวกคริสตังขึ้นไปชั้นบน หลังเกิดเหตุการณ์ประมาณ 10 นาที พวกเขาพบคุณพ่อเลอแฟรล กำลังนอนจมกองเลือดอยู่ คุณพ่อสิ้นลมหายใจแล้ว และใบหน้าของคุณพ่อเหมือนคนนอนหลับสนิท เลือดทั้งหมดได้ไหลออกจากแผลกว้างใหญ่ลึกจากหัวใจ
 
ใกล้ๆ ประตู มีเก้าอี้ตัวหนึ่งหงายอยู่ สันนิษฐานว่า เมื่อเห็นผู้ร้ายมา คุณพ่อก็ยกเก้าอี้ตัวนี้ทุ่มผู้ร้ายคนแรกที่เข้ามา และเจ้าคนนี้หลบหลีกได้ จึงยิงคุณพ่อทันที คุณพ่อล้มคว่ำใกล้โต๊ะทำงาน ลูกตะกั่วได้แล่นทะลุร่างคุณพ่อจากบนลงล่าง เข้าใจว่า คุณพ่อได้ก้มตัวลงเพื่อหาอะไรอื่นขว้างผู้ร้าย หรือก้มหลีกเลี่ยงลูกปืน พวกผู้ร้ายได้ค้นกระเป๋ากางเกงคุณพ่อ ปลิ้นกระเป๋าออกมา เพื่อหากุญแจโต๊ะทำงาน ซึ่งมันทราบว่า คุณพ่อเก็บเงินไว้ในลิ้นชักนั้น แล้วก็ทำการเปิดลิ้นชัก เหมือนคุณพ่อเคยทำทุกวันต่อหน้าคนงาน ที่มารับค่าจ้าง มันเปิดลิ้นชักรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในนั้น ได้เพียง 14 บาท ตามคำสารภาพในภายหลัง แล้วค้นเอานาฬิกาข้อมือของคุณพ่อ, ปากกา, นาฬิกาปลุก, ไฟฉาย, ผ้าห่ม 2 ผืน แล้วรีบไปดูห้องข้างๆ จึงเผ่นหนีไปก่อน  ที่พวกคริสตังจะมาถึงพวกผู้ร้ายวิ่งหนีไปตามทุ่งนาใกล้ๆ แบ่งปันสิ่งของกัน แล้วแยกย้ายหนีไป
 
รรดาคริสตังจัดแจงศพคุณพ่อ สวมเสื้อทำมิสซา พวกหนึ่งเฝ้าภาวนาพลางร้องไห้ อีกพวกหนึ่งไปแจ้งความตำรวจ แล้วเขียนโทรเลข ซึ่งจะได้ไปส่งตอนรุ่งเช้า ถึงคุณพ่อแวรดิแอร์ และถึงพระสังฆราชโชแรง ใจความว่า  คุณพ่อเลอแฟรล ถูกฆ่าตาย
 
เป็นโทรเลขสั้นๆ ที่ทำให้บรรดาพระสงฆ์ และสัตบุรุษทั้งมิสซังในกรุงเทพฯ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับคริสตังที่เวียงป่าเป้า
 
รายงานประจำปี ค.ศ. 1955 แสดงว่า ที่เวียงป่าเป้า จำนวนคริสตังมี 116 คน ฉะนั้นวันฝังศพของคุณพ่อเลอแฟรล จำนวนแน่นอนของคนที่มาแสดงความอาลัยมีกว่า 2,000 คน ซึ่งแสดงว่า พวกโปรเตสตันท์ และชาวพุทธ ของหมู่บ้านก็มาเกือบทั้งหมด ต่างคนต่างมีท่าทางสงบเรียบร้อยดูเหมือนว่าทุกคนไว้อาลัยแด่คุณพ่อเลอแฟรล เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน แสดงว่าคุณพ่อเลอแฟรล ได้สามารถเข้าถึงจิตใจของชาวบ้านทั้งหมด ดังกับว่า เป็นคนหนึ่งในสมาชิกของเขา  
คุณพ่อมรณภาพ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1956  ที่เวียงป่าเป้า