วัดนักบุญคลารา เดิมบางนางบวช

 
 
วัดนักบุญคลารา
(เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี)

92/2 ม. 3 ตำบลเขาดิน อำเภอเดิมบางนางบวช
 จังหวัดสุพรรณบุรี 72120
 
จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งของเขตอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีเขตแดนด้านหนึ่งติดกับสังฆมณฑลราชบุรีและอีกด้านหนึ่งติดกับสังฆมณฑลนครสวรรค์ นับตั้งแต่สมัยพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย ได้เริ่มหาที่ดินเพื่อขยายงานประกาศข่าวดีและพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล  มีชัย กิจบุญชู ได้จัดการให้มีที่ดินเพื่องานดังกล่าว เช่น ที่วัดนักบุญลูกา อำเภออู่ทอง วัดนักบุญบาร์โธโลมิว อำเภอเมือง และอีกสองแห่งที่อำเภอด่านช้าง และอำเภอเดิมบางนางบวช
 
อำเภอเดิมบางนางบวชเป็นพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพระคาร์ดินัลเล็งเห็นว่าน่าจะเริ่มสร้างสถานที่ประกาศข่าวดีต่อไป แม้ว่าจำนวนคริสตชนยังไม่มากนัก นั่นคือ มีกลุ่มคริสตชนที่อยู่ในตลาดอำเภอเดิมบางนางบวชจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นคริสตชนที่อยู่ใกล้กับตัวจังหวัดสิงห์บุรีด้วย
 
ที่มาของวัดนักบุญคลารา เดิมบางนางบวช นับเป็นเรื่องที่เกินคาด ด้วยว่า เดิมที่ดินแห่งนี้เจ้าของเคยคิดให้เป็นที่เพาะปลูกพืชสาธิตให้กับบรรดานักเรียน เพื่อให้รู้จักการประกอบอาชีพตามภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่เนื่องจากอยู่ไกลและไม่สะดวก คุณวัลลีย์ วงศ์ภักดี จึงได้ขอซื้อต่อเพื่อมอบให้กับอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สำหรับงานของพระศาสนจักร ซึ่งน่าจะสามารถเป็นสถานที่เพื่ออภิบาลสัตบุรุษในละแวกนี้ต่อไป
 
เมื่อสมัยคุณพ่อเดชา อาภรณ์รัตน์ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระประจักษ์ สองพี่น้องในปี ค.ศ. 2002 และต้องดูแลกลุ่มคริสตชนที่วัดนักบุญบาร์โธโลมิว จังหวัดสุพรรณบุรี ในช่วงปี ค.ศ. 2004-2007 
 
พระคาร์ดินัลไมเกิ้ลมีชัย กิจบุญชู ได้มอบหมายให้คุณพ่อเป็นผู้ดูแลกลุ่มคริสตชนที่อำเภอเดิมบางนางบวชด้วย และเพราะกลุ่มคริสตชนจากเดิมบางนางบวชได้มาร่วมมิสซาที่วัดนักบุญบาร์โธโลมิวในวันเสาร์และอาทิตย์ คุณพ่อเห็นว่าสัตบุรุษเหล่านี้ต้องใช้เวลาไม่น้อยในการเดินทางเพื่อมาร่วมพิธี หากเป็นคืนวันเสาร์กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึก
 
พระคาร์ดินัลจึงให้คุณพ่อเดชา อาภรณ์รัตน์ ติดต่อกับแผนกที่ดินและก่อสร้างของสังฆมณฑล เพื่อปรับปรุงบ้านและศาลาโล่งเพื่อทำเป็นศูนย์อภิบาลคริสตชนสำหรับสอนคำสอน ถวายมิสซา และเป็นที่พักได้ งานปรับปรุงในส่วนต่างๆได้เริ่มขึ้นและเป็นรูปร่าง ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2006 และใช้เวลาเกือบ 3 ปี เนื่องจากค่อยๆดำเนินไปตามงบประมาณที่สังฆมณฑลจัดให้ โดยเน้นปรับปรุงของเดิมให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม
 
สำหรับตัววัด ปรับจากโครงสร้างเดิมของศาลาโล่งอเนกประสงค์ ส่วนที่พักของบรรดาเจ้าหน้าที่และผู้มาดูงาน กลายเป็นที่พักอาศัยของคุณพ่อและยังเป็นที่ไว้ใช้สอนคำสอน ห้องพักแบบเรือนแถวถูกดัดแปลงให้เป็นสำนักงาน ห้องอาหารและที่พักคนงาน โรงรถและห้องน้ำสัตบุรุษถูกปรับจากศาลาเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่คัดเลือกพืชพักผลไม้และที่เก็บของ บริเวณโดยรอบได้ปรับงานดินเพิ่มเพื่อให้สูงรับกับระดับถนนใหญ่และล้อมรั้วเพื่อให้เป็นสัดส่วน พร้อมกันนั้นบริเวณโดยรอบได้ปลูกต้นไม้นานาชนิดเพื่อความร่มรื่นขณะเดียวกันก็ให้พืชผลบ้าง
 
 
กลุ่มคริสตชนวัดน้อยนักบุญคลารา ขอกราบขอบพระคุณพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ที่ให้ความสำคัญของงานประกาศข่าวดี โดยอนุมัติและอุปถัมภ์วัดแห่งนี้อย่างใกล้ชิด ขอขอบคุณคณะเซนต์ปอล  เดอชาร์ตร และคุณวัลลีย์ วงศ์ภักดี ที่ทำให้มีที่ดินแห่งนี้เพื่อเป็นสถานที่แห่งการประกาศข่าวดี ขอบคุณครอบครัวคุณวีระพงษ์ โรจนอำไพ โดยร่วมโมทนาคุณพระเป็นเจ้าทำบุญถวายรูปนักบุญคลารา และไฟฟ้าในวัดและอีกหลายๆท่านที่ได้มีส่วนร่วมในการทำให้วัดสำเร็จลงได้ 
 
วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 ได้มีพิธีเปิดเสกวัดนักบุญคลารา (เดิมบางนางบวช) โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู เป็นประธานในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ 
 
ประวัตินักบุญคลารา
นักบุญคลารา ผู้ตั้งคณะคลาริส พรหมจารี วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.1194-1253 คลารา เป็นธิดาของท่านเค้านท์ ได้ฟังคำเทศนาของนักบุญฟรังซิสในเมืองอัสซีซีจนเกิดความประทับใจ จึงเรียนต่อท่านว่าเธอปรารถนาจะถวายชีวิตแด่พระเป็นเจ้า จากนั้นทั้งคลาราและฟรังซิสจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อคลาราอายุ 18 ปี ในวันอาทิตย์ใบลาน เธอได้รับใบลานจากมือพระสังฆราชแห่งอัสซีซี และในคืนนั้นเองเธอได้ออกจากปราสาทของตนพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งตรงไปยังวัดที่ฟรังซิส และเพื่อนๆ ผู้ร่วมงานของท่านอยู่ คลาราได้เข้าพิธีปฏิญาณถวายตน ฟรังซิสเป็นประธานในพิธีตัดผมอันงดงามของเธอ และฝากเธอไว้กับภคินีคณะเบเนดิกตินในเมืองนั้น ภายหลังเธอได้ตั้งคณะนักบวชหญิงชื่อ “คณะคลาริส” ต่อมาพี่สาวและมารดาของเธอ ตลอดจนบรรดามิตรสหายตระกูลสูงศักดิ์ก็ได้สมัครบวชในอารามของเธอ วันหนึ่งเธอได้อัญเชิญศีลมหาสนิทไว้ที่ประตูอาราม ขณะที่ศัตรูของพระศาสนจักรเข้ามาจู่โจมอาราม เธอคุกเข่าสวดภาวนาขอความช่วยเหลือจากพระ จนศัตรูต้องหนีไป เธอป่วยอยู่ตลอดเวลา 28 ปี มีแต่สิ่งเดียวที่ช่วยเธอให้เธอเข้มแข็งอดทนได้  คือ ศีลมหาสนิท เธอถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1253 นักบุญคลารา ได้ผ่านช่วงระยะเวลาครึ่งหลังของชีวิตของเธอส่วนใหญ่อยู่บนเตียงนอน เพราะเธอป่วยแต่ถึงกระนั้นเธอก็ได้พยายามที่จะไปร่วมทำวัตรพร้อมกับนักบวชคนอื่นๆ เธอได้ช่วยให้อารามของเธอรอดพ้นจากการโจมตีของพวกซาระเซ็นในปี ค.ศ. 1240 โดยเธอได้นำเอาศีลมหาสนิทออกมาแสดง เธอได้สิ้นใจที่ซานดามีอาโน นอกกำแพงเมืองอัสซีซี ในวันที่ 11 สิงหาคม 1253 ขณะที่เธอมีอายุได้ 60 ปี